สรรพสามิตปัดฝุ่นแผนรีดภาษี พุ่งเป้า "กลุ่มชาเขียว-กาแฟ-สิ่งแวดล้อม"

โพสต์17 ม.ค. 2560 04:25โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายกรมหาทางจัดเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น กรมก็จะดำเนินการทบทวนการ เก็บภาษีตัวใหม่ที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพและ ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมประมาณ 3-4 สินค้า ที่เคยศึกษาไว้แล้วที่ผ่านมา มาพิจารณารายละเอียดใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และส่งให้กระทรวงการคลัง พิจารณา พร้อมเสนอฝ่ายนโยบายเห็นชอบต่อไป
สำหรับภาษีที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพที่เคย ศึกษา คือ การเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟชงสำเร็จรูป ที่มีเพิ่มขึ้นอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเรื่องของความหวานที่ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ และกฎหมายภาษีสรรพสามิตที่กำลังมีผลบังคับใช้ จะมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มใหม่ ที่มีการคิดภาษีทั้งด้าน ราคา และด้านปริมาณความหวาน โดยภาระภาษีด้านไหนมากกว่ากันก็ให้เก็บด้านนั้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณความหวานในเครื่องดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟสำเร็จรูปนั้น ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมีเหตุผลว่ามีการสนับสนุนภาคการเกษตร ผู้ประกอบการซื้อใบชา และเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร ซึ่งกรมสรรพสามิตจะศึกษาให้ยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว เพราะพบว่ามีส่วนผสมจากวัสดุทางการเกษตรน้อย
นายสมชาย กล่าวว่า ในส่วนของการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมากรมจะทบทวนการเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด เนื่องจากกระทบกับสิ่งแวดล้อม กำจัดยาก ใช้เวลาย่อยสลายเป็นเวลานานนับหลาย 10 ปี ซึ่งภาษี ทั้งหมดกรมได้ศึกษาเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แค่มาทบทวนใหม่ให้รอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะส่ง ให้กระทรวงการคลังพิจารณาได้ สำหรับการเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟชงสำเร็จรูป รวมถึงการเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น คิดเป็น เงินภาษีไม่ได้มาก แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะเป็นการรักษาสุขภาพประชาชน และรักษาสิ่งแวดล้อม ที่ยิ่งนานวัน ยิ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า นอกจากเก็บภาษีใหม่แล้ว กรมยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยการปราบปรามสินค้าปลอมและเลี่ยงภาษี รวมถึง กฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ จะทำให้การเก็บ ภาษีของกรมรั่วไหลน้อยลง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของกรมเพิ่มมากขึ้น
อนึ่ง สำหรับการจัดเก็บรายได้รัฐ 3 เดือนแรกปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม-ธันวาคม 2559) จัดเก็บได้ 5.5 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.2% รายได้ที่จัดเก็บเกินกว่า เป้าหมายมาจากรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้มากกว่าเป้าหมายถึง 1.1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นำส่งรายได้ มากถึง 1.2 หมื่นล้านบาท
สำหรับการจัดเก็บรายได้ 3 กรมภาษี กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 3.66 แสนล้านบาท เกินกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท กรมสรรพสามิตจัดเก็บ 1.32 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท กรมศุลกากรจัดเก็บ 2.5 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านบาท
"ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนแรกกรมจัดเก็บภาษี รายได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากโดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภค เหล้า บุหรี่ น้อยลง แต่ในเดือนธันวาคม การจัดเก็บรายได้ 3 กรม เริ่มกลับมาดีขึ้น คาดว่าทั้งปีการจัดเก็บรายได้ยังเป็น ไปตามเป้าหมาย ขณะนี้ยังเหลือเวลาจัดเก็บอีก 8-9 เดือน"
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

"โออีซีดี - เวิลด์แบงก์" มองจีดีพีโลกขยายตัว

โพสต์9 ม.ค. 2560 03:57โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
 
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จัดทำรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ระบุว่าปี 2560 จะได้เห็นเศรษฐกิจโลกขยายตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการทางการคลังของหลายประเทศที่นำมาใช้เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
 
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าและการลงทุนอาจจะยังแผ่วบาง เนื่องจากกระแสการกีดกันทางการค้าที่ก่อตัวมากขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งที่ได้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เขาคนนี้มี นโยบายปกป้องแรงงานภายในประเทศ และพร้อมจะก่อกำแพงภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ทุ่มตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯภายใต้นโยบายของผู้นำคนใหม่ และเกี่ยวกับตลาดยุโรปจากกระบวนการถอดถอนอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ล้วนเป็นปัจจัยลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้
แต่กระนั้นสิ่งที่ทำให้โออีซีดีมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในทิศทางบวก โดยคาดว่าจะขยายตัวในอัตราถึง 3.3% (เพิ่มขึ้นจากเดิมประเมินไว้ในเดือนกันยายน 2559 ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.2%) ก็คือ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการคลังที่หลากหลายและมาตรการที่เกื้อหนุนการค้า เชื่อว่าความพยายามเหล่านี้จะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องไปในปี 2561 ซึ่งโออีซีดีมองว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะมีการขยายตัวถึง 3.6% และเป็นการหลุดพ้นออกจาก "กับดักการเติบโตอัตราต่ำ" หรือ low-growth trap ในที่สุด
สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ กระแสการกีดกันทางการค้าและตอบโต้กันด้วยสงครามการค้าอาจจะส่งผลบั่นทอนผลลัพธ์เชิงบวกที่ได้จากมาตรการการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศคู่กรณีอาจจะต้องเผชิญกับภาวะไม่สมดุลทางการคลังได้หากควบคุมสถานการณ์ไม่ดีพอ
ประเทศที่โออีซีดีมองว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตรา 2.3% ในปี 2560 และจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3% ในปี 2561 คือสหรัฐอเมริกา เพราะหากรัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าลงมือทำตามแผนที่ให้สัญญาไว้ก่อนและหลังการเลือกตั้ง นั่นจะหมายถึงการขยายเพดานหนี้เพื่อเพิ่มการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสาธารณะอื่นๆ ขณะที่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีรายได้นิติบุคคลมีการปรับลดลง ส่วนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียอย่างญี่ปุ่น จะมีการขยายตัวที่ระดับ 1% (มากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้เดิมที่ 0.7%) แต่ในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวน้อยลงที่ 0.8% เท่านั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯและจีน โออีซีดีให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ธนาคารกลางของญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ควรจะดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย (คิวอี) ต่อไปก่อนจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายผลักดันเงินเฟ้อให้ได้เกิน 2% ตามที่วางไว้
 
ทางด้านประเทศกลุ่มยูโรโซน (สมาชิก 19 ประเทศ) เศรษฐกิจภาพรวมในปี 2559 คาดว่าจะเติบโตที่อัตรา 1.6% และโตต่อเนื่องที่ 1.7% ในปี 2561 ขณะที่อังกฤษซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการแยกตัวออกไปจากอียู คาดว่าเศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัวที่อัตรา 1.2%ในปีนี้ก่อนจะปรับลดลงเหลือเพียง 1% ในปี 2561
 
ในส่วนของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในระดับ 3.1% ในปี 2559 จะเพิ่ม สปีดการเติบโตในระดับ 3.4% ในปี 2560 นี้ ไอเอ็มเอฟประเมินสถานการณ์โดยคำนึงถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณี Brexit และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้
ขณะที่จีนเองก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากอานิสงส์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ประเทศอื่นๆในเอเชียกลับเผชิญสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกันไป ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มดาวรุ่งตลาดเกิดใหม่รวมทั้งอินเดียยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผิดกับประเทศในแอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮารา ที่เศรษฐกิจลดวูบลงมาก
ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ คาดหมายจีดีพีโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมาเป็น 2.8% ในปี 2560 การเติบโตที่ยังแผ่วบางในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปริมาณการค้าโลกที่ยังชะลอตัว และเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าน้อยลง ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในปีระกาจะขยายตัวในอัตราไม่สูงนัก นายจิม ยอง คิม นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมอาจขยายตัวเพียง 0.4% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า
"ท่ามกลางบริบทที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอแต่เครื่องมือของภาครัฐที่จะนำมาใช้ลดทอนแรงกระทบลดน้อยลง การปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจก็ยิ่งเป็นภารกิจที่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน" ผู้บริหารของธนาคารโลกยังกล่าวต่อไปว่า หลายประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ราคากำลังตกต่ำลง) จำเป็นต้องปรับตัว
"ราคาสินค้าส่งออกที่ตกต่ำลงมีผลฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเหล่านี้เป็นอย่างมาก และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่รัฐบาล แต่ละประเทศจะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ดังนั้นเพื่อให้สามารถกระจายความมั่งคั่งและแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ภาครัฐจำเป็นต้องนำนโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกๆ ด้านมาใช้"
 
ที่มา : นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2560
 

ส.อ.ท. นำร่อง 50 โรงงาน ดันเข้าอุตสาหกรรม 4.0

โพสต์27 ธ.ค. 2559 00:56โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.


ส.อ.ท. เตรียมคัดเอสเอ็มอี 200 โรงงาน พร้อมส่งทีมงานวิเคราะห์ฯ ยกระดับกระบวนการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติ ก่อนคัดเหลือ 50 โรงงาน นำร่องสู่อุตสาหกรรม 4.0 เห็นผลในปี 2561 คาดใช้งบโรงงานละ 1.6 ล้านบาท

นายขัติยา ไกรกาญจน์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2560 ส.อ.ท.เดินหน้า ขับเคลื่อน "ยุทธศาสตร์และโรดแมพ" ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเข้มข้น โดยจะเริ่มดำเนินโครงการระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดทำระบบอัตโนมัติ (ออโตเมชั่น) ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0 ไปสู่อุตสาหกรรม 3.0 ก่อน พัฒนาสู่อุตสาหกรรม 4.0 เต็มรูปแบบ

นายขัติยา กล่าวว่า โครงการระยะที่ 2 จะเป็นความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ส.อ.ท. จะคัดเลือกโรงงานที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0 จำนวน 200 ราย ที่ต้องการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ขณะที่ สกว. และสวทช. จะร่วมกันฝึกอบรมนักวิเคราะห์ และ ส่งเข้าไปประเมินโรงงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการต่างๆในแต่ละโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ

"ส.อ.ท. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการร่วมกับ สกว.และสวทช. เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งการจัดหางบประมาณสนับสนุน ที่คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณราว 2 ล้านบาท หรือ 1 หมื่นบาทต่อโรงงาน และการจัดหานักวิเคราะห์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินโรงงาน ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมอย่างดี เพราะเป็นการเข้าไปพัฒนาเครื่องจักร ไม่ใช่การพัฒนาคน โดยตอนนี้ มีผู้ประกอบการสนใจหลายกลุ่ม เช่น ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ ยาง อาหาร และไบโอเคมี คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มดำเนินได้ในช่วงปลายเดือนก.พ.ปี 2560"

 อย่างไรก็ตาม หลักจากทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกครบ 200 รายแล้ว จะ คัดเลือกโรงงานที่มีศักยภาพจำนวน 50 ราย จัดทำโครงการต้นแบบพัฒนาระบบกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ ต่างๆ ในแต่ละโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ หรือยกระดับจากอุตสาหกรรม 2.0 ไปสู่ อุตสาหกรรม 3.0 โดยขั้นตอนนี้ จะต้องใช้งบประมาณราว 1.6 ล้านบาทต่อโรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องออกค่าใช้จ่าย 50% ในการจัดซื้อเครื่องจักร เพื่อปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย ส่วนภาครัฐจะช่วยสนับสนุนงบประมาณ 50%ในการส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปร่วมพัฒนาระบบ กระบวนการผลิต

นายขัติยา กล่าวว่า ตามแผนนี้ในช่วงปลายปี 2560 จะเห็นการยกระดับโรงงานจากอุตสาหกรรม2.0 ไปสู่อุตสาหกรรม 3.0 ได้ และจะเห็นผลในปี 2561 ที่สะท้อนผ่านรายได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่ล้มหาย ตายจาก ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะขยายผลเพิ่มเติมในปีต่อไป โดยจะเน้นในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่กว่า 50%ยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0  ส่วนโรงงานขยายใหญ่ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม3.0 สามารถดำเนินการ ยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้เอง โดยในปี 2560 การผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 จะมีบทบาทมากขึ้น หลังจากมีการจัดตั้งคณะประชารัฐชุดใหม่ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะมี กิจกรรมออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะโครงการระยะที่ 1 ที่เป็นการส่งแบบสอบถามให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. ประเมินโรงงานตนเองว่า อยู่ในอุตสาหกรรมระดับใดนั้น ล่าสุด มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 140 ราย ซึ่ง ส.อ.ท. จะขยายผลโดยส่งแบบสอบถามกระจายให้ครอบคลุมจำนวนสมาชิกมากขึ้นหรือให้ได้ 1,000 ราย ในปี 2560 ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับโครงการระยะที่ 2

สำหรับยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปสู่ 4.0 ตั้งเป้าหมายในการยกระดับ อุตสาหกรรม 4.0 ในปี 2568 โดยจะเร่งยกระดับอุตสาหกรรม 2.0 เป็นอุตสาหกรรม 3.0 ภายใน 5 ปีเริ่มดำเนินการ ในปี 2560...//

ที่มา : นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส.อ.ท. หวัง ธปท. ดูแลค่าเงินบาทปี' 60 'หนุนเพิ่มขีดแข่งขันการส่งออกไทย'

โพสต์25 ธ.ค. 2559 18:44โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.


"ส.อ.ท." หนุน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทปี 2560 ใกล้ชิดหลังแนวโน้มอ่อนค่าลงแต่ยังน้อยกว่าภูมิภาค หวังให้ใกล้เคียงเพื่อการแข่งขันด้านการส่งออก  แนะเอสเอ็มอีเร่งลดต้นทุนเหตุแนวโน้มน้ำมันราคา วัตถุดิบ ค่าแรงสูงขึ้น

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาห- กรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 2560 เอกชนยังคงต้องติดตามค่าเงินบาทใกล้ชิดหลังจากช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางอ่อนค่าแต่ภาพรวมยังคงแข็งค่ากว่าภูมิภาคเล็กน้อยโดยเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดูแลใกล้ชิดและหากเป็นไปได้ขอให้ค่าเงินบาทของไทยใกล้เคียงกับภูมิภาคเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออก

"ธปท.ขณะนี้ก็ดูแลใกลัชิดนะ แต่ก็ต้องยอม รับว่าหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ระหว่าง 0.50-0.75% ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางที่เงินเหรียญสหรัฐ แข็งขึ้น แต่ก็ยังอ่อนค่าน้อยกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเพราะทุนสำรองของไทยนั้นมีเยอะ แต่เรา ก็หวังว่า ธปท. จะดูแลใกล้ชิดเพราะตลอดปี 2560 เฟดจะยังทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง" นายวัลลภ กล่าว

สำหรับค่าเงินบาทของไทยที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงนั้นหากไม่ผันผวนและสะท้อนตามภูมิภาคก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในปี 2560 ในแง่ของมูลค่าส่งออกที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังคงมีความเปราะบางที่ต้องติดตามใกล้ชิดทั้งจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ(โดนัลด์ ทรัมป์) ว่าจะมีท่าทีต่อการค้าที่ชัดเจนอย่างไร

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป(อียู)มองว่าเศรษฐกิจ อาจชะลอตัวทั้งจากหลายประเทศจะต้องมีการเลือกตั้ง เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รวมถึงกรณีอังกฤษที่จะต้องตัดสินใจว่าจะออกจากสมาชิกอียู(Brexit) แน่นอนหรือไม่ นอกจากนี้ แล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านภัยคุกคามที่แม้ว่าโดยรวมจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่มีความแน่นอนนัก

นายวัลลภกล่าวว่า ปัจจัยต้นทุนการผลิตในปี 2560 มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นจากระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่คาดว่าจะสูงกว่าปีนี้จะทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น รวมไปถึงค่าแรงที่ปรับขึ้นในบางพื้นที่ ขณะที่ราคาวัตถุดิบที่สะท้อนตามต้นทุนน้ำมันหลายชนิดจะมีราคาที่สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น ภาคการผลิตจะต้องมีการพิจารณาลดต้นทุนโดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตามการปรับราคาสินค้าของผู้ประกอบการภายในประเทศในปี 2560 นั้นภาพรวมยังคงไม่ง่ายนักด้วยปัจจัยแรงซื้อยังต่ำ แต่การแข่งขันยังสูง...//

ที่มา : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส.อ.ท.ห่วงทรัมป์ฉุดศก.ยันปัจจัยในประเทศไร้ความเสี่ยง

โพสต์25 ธ.ค. 2559 18:35โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 25 ธ.ค. 2559 18:43 ]



ส.อ.ท.ชี้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวดี และต่อเนื่องถึงปีหน้า ได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังผลิต จากยอดคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง แต่ยังกังวลปัจจัยภายนอกจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรการกีดกันการค้า การก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรง ฉุดภาวะส่งออกทรุด

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงผู้ประกอบการมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศและต่างประเทศมีการฟื้นตัวแล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามามีผล กระทบ จะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นมากกว่าปี 2559 ทั้งนี้ เป็นผลจากการได้รับแรงขับเคลื่อนของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดี ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อกลับเข้ามา รวมถึงการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ถนน และโครงการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งได้รับแรงหนุนจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท จัดสรรให้กับการพัฒนากลุ่มจังหวัด ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560 อีกทั้ง การลงทุนของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่า จะกลับมาขยายตัวดีขึ้นในระดับ 0-2% จากปี 2558 ติดลบ 1% ที่เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และปีหน้าคาดว่าไม่น่าเกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ยังเป็นราคาที่ผู้ประกอบการรับได้ ประกอบกับจะช่วยให้ประเทศ กลุ่มตะวันออกกลางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเห็นได้จากขณะนี้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากยอดคำสั่งซื้อสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องใน 32 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องสำอาง อะลูมิเนียม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งผลการสำรวจความเชื่อมั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางที่ดี เพราะมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลต่อยอดการขายและปริมาณการผลิตสินค้าสูงขึ้น

นายเจน กล่าวอีกว่า ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 นั้น เห็นว่าคงจะหมดไป ไม่ว่าภัยแล้ง น้ำท่วม ขณะที่ราคาสินค้าการเกษตรก็จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีตามราคาน้ำมัน ซึ่งหากไม่มีแรงเสียดทานในสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ จะไปได้ดี อย่างไรก็ตาม ทาง ส.อ.ท.มีความเป็นห่วงต่อปัจจัยภายนอก ที่จะส่งผลกระทบมายังการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศได้ จากการค้าการลงทุนของโลกที่ยังมีความแน่นอนจากการดำเนินนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มกีดกันทางการค้า อย่างการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาสู่ภาคการส่งออกของไทย ที่มีสัดส่วนส่งออกไปจีนถึง 10.6 % โดยเฉพาะในสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป อีกทั้ง ความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุนโลก จากความแตกต่างกันของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการจ้างงานที่มีทิศทางที่ดีและการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่สหภาพยุโรป ก็จะต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของผู้นำคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศในปีหน้าว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทย หรือฉุดการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจได้

ที่มา : นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ลุ้นปีหน้าแนวโน้มบาทอ่อน หนุนส่งออกบวกรอบ 4 ปี

โพสต์22 ธ.ค. 2559 18:44โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 22 ธ.ค. 2559 18:50 ]

 
การเคลื่อนไหวค่าเงินในเอเชีย มีแนวโน้มอ่อนค่าและผันผวนตาม ทิศทางเงินไหลออกภูมิภาค ภายหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าทะลุ 60 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดเงิน คาดการณ์ว่าในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก จากเฟดส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า รวมถึงนโยบายของนายทรัมป์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จากทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลดีต่อแนวโน้มภาคส่งออกของไทยในปีหน้า หลังจากที่ภาคส่งออกไทยได้รับ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาคส่งออกติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ล่าสุด ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกหดตัว 1.0% คาดแนวโน้มไทยในช่วงที่เหลือของปี จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น และยังคงคาดการณ์ การส่งออกปี 2559 ติดลบไม่เกิน 1.0%
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าไปอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ อยู่ในขณะนี้ เป็นการอ่อนค่าลง ในทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาคหลังจากที่ เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มีเงินไหลออกจากเอเชียและประเทศไทยไปตั้งแต่ วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการอ่อนค่าของเงินบาทก็ไม่ได้อ่อนค่าลงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ 14 ประเทศ และค่าเงินบาทของไทยมักจะอ่อนค่าลงน้อยกว่าประเทศในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศไทย มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินทุน สำรองของประเทศกว่า 1.78 แสนล้าน ดอลลาร์
"ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะไม่มีผล ต่อการส่งออกในเดือนนี้มากนัก เพราะคำสั่งซื้อล่วงหน้าได้เข้ามาเกือบหมด จะมีเพียงแต่สินค้าที่ส่งออกได้เร็ว เช่น ทองคำ อาจจะได้รับประโยชน์บ้างในช่วงนี้"
นายวัลลภ กล่าวว่าในช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่าค่าเงินบาทจะขยับอยู่ที่ 35.5-36.5 บาทต่อดอลลาร์ และอาจจะไปถึง 37 บาทต่อดอลลาร์ได้ ส่วนปีหน้าจะต้องจับตาดูหลังวันที่ 20 ม.ค. 2560 ว่า ประธานาธิบดี คนใหม่สหรัฐ จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ถ้าเป็นนโยบายที่ดีจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงเงินเข้าสหรัฐ ทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทไทยยังคงอ่อนตัว
นายวัลลภ กล่าวอีกว่าหากธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ตามที่ได้บอกไว้ ก็จะทำให้ทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้าจะยังคงมีทิศทางที่ อ่อนตัว ซึ่งคาดว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีหน้าในเดือน เม.ย. 2560
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ภายในปีนี้ค่าเงินบาทไม่น่าจะ อ่อนค่าไปถึงที่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ น่าจะอยู่ในระดับ 36 บาทบวกลบ ส่วนในปี 2560 จะต้องจับตานโยบายประธานาธิบดีสหรัฐว่าจะมีความชัดเจน อย่างไร หากเน้นนโยบายอัดฉีดเงิน เข้าระบบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น และค่าเงินสหรัฐก็จะยิ่งแข็งค่าขึ้น โดยมองว่าในปี 2560 ค่าเงินบาทอาจจะอ่อนไปแตะที่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ได้ และอาจจะแกว่งตัวในช่วงกลางปี ทั้งนี้ เมื่อเทียบค่าเงินบาทกับค่าเงินในภูมิภาคนี้ ค่าเงินบาทจะแข็งอยู่ในระดับกลางๆ เพราะเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังสูง สถาบันการเงินยังอยู่ในภาวะที่ดี ทำให้แม้ว่าจะมีเงินไหลออกนอกประเทศ แต่ก็ไม่มากนัก
"ภาวะค่าเงินบาทในปีหน้ายังอยู่ในภาวะอ่อนตัว ทำให้คาดว่าจะทำให้การส่งออก ปรับตัวเป็นบวกได้ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่วนในปีนี้ สรท.คาดว่าการส่งออกจะอยู่ ในระดับ-0.5% ถึง-0.8% แต่ต้องดูยอด ส่งออกเดือนพ.ย. ซึ่งหากเป็นบวกมาก ก็อาจ ทำให้การส่งออกปีนี้อยู่ในแดนบวกได้"...//
 
ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 ธ.ค. 59

เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามคาด พบเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่ง

โพสต์19 ธ.ค. 2559 18:09โดยAdmin Ftikm   [ อัปเดต 19 ธ.ค. 2559 18:10 ]

เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามคาด พบเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่ง เอเอฟพี - ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธ (14 ธ.ค.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยราว 0.25 เปอร์เซ็นต์ ตามคาดหมาย โดยอ้างถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วง 1 เดือน ก่อนหน้าว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง
       
       คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC ) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ลงมติอย่างเป็น
เอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.5% - 0.75 % แต่ย้ำถึงความคาดหมายที่ว่าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ยังจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้มติในวันพุธ ที่ 14 ธันวาคม 2016 เป็นการปรับขึ้นจากระดับเดิม 0.25 % - 0.5 % ในการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในรอบทศวรรษ ถ้อยแถลงของ FOMC ระบุว่า สิ่งบ่งชี้อัตราดอกเบี้ยยังคงค่อนข้างต่ำกว่าระดับเป้าหมาย 2.0 %ของธนาคารกลาง “จากระดับเงินเฟ้อปัจจุบันที่ยังไม่ถึง 2 % ทางคณะกรรมการจะจับตากระบวนการที่มุ่งหน้าสู่ระดับเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างระมัดระวังตามความเป็นจริง”
       ในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่เฟดประมาณการว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปี 2017 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.4 % ในช่วงสิ้นปีหน้า จากนั้นในช่วงปลายปี 2018 อัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ราวๆ 2.1 %อย่างไรก็ตาม คาดหมายว่า อัตราดอกเบี้ยจะยังไม่ถึงระดับเป้าหมาย 2.0 % จนถึงปี 2018 แต่จะพลาดเป้าเล็กน้อยในปีหน้า ขณะที่ตัวเลขคนว่างงานน่าจะทรงตัวอยู่ราวๆ 4.5 % ไปตลอดปี 2019 จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 4.6 %

       นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงว่า การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของเฟด คือ การลงมติแสดงความเชื่อมั่นต่อสถานะทางเศรษฐกิจของอเมริกา เธอเน้นว่าการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลรีพับลิกันของว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของเฟด แต่ชี้แนะว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาในเวลานี้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์คาดหมายว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น หากมาตรการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและลดภาษีกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินมีความเห็นแตกแยกมาตลอดทั้งปี เกี่ยวกับกรอบเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบสอง ด้วยบางคนกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่มันอาจคุกคามอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ส่วนใหญ่มองว่ามีความเสี่ยงใหญ่หลวงว่ามันจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯหากปรับขึ้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ในนั้นรวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการโหวตแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจัก คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจยังคงอยู่ในอัตราปานกลางมาตั้งแต่กลางปี พร้อมด้วย การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคธุรกิจในโรงงานใหม่ๆ ยังอ่อนแอ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 15 ธันวาคม 2559 04:49 น

ช็อปช่วยชาติ ปี 59 คาดคนใช้สิทธิเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน

โพสต์14 ธ.ค. 2559 17:59โดยAdmin Ftikm   [ อัปเดต 14 ธ.ค. 2559 18:12 ]

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง มาตรการ ‘ช็อปช่วยชาติ’ ปี’59: คาดคนใช้สิทธิเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน ประเด็นสำคัญ

•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ‘มาตรการช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท’ ที่ออกมากระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงปลายปี 2559 น่าจะเป็นโอกาสให้กับบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ (ที่จดทะเบียนอยู่ในระบบและสามารถออกใบกำกับภาษีได้) อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ จากที่ก่อนหน้านี้ ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

•โดยจากผลสำรวจพบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 60.0 ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด สนใจใช้สิทธิตามมาตรการเพื่อลดหย่อนภาษี และมีการวางแผนที่จะซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว จากการขยายกรอบระยะเวลาในการซื้อสินค้าและบริการ โดยในจำนวนนั้น ร้อยละ 34 ระบุว่าจะใช้สิทธิเต็มจำนวน

•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติที่ออกมาในช่วงท้ายของปีนี้ น่าจะส่งผลต่อเม็ดเงินที่สะพัดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการสูงกว่ามาตรการที่ออกมากระตุ้นในปีก่อน โดยคาดว่าผลจากมาตรการดังกล่าว น่าจะกระตุ้นให้มีเม็ดเงินกระจายไปสู่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ประมาณ 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค้าปลีกสินค้าและบริการทั่วไปรวม 12,000 ล้านบาท และร้านอาหาร 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าว คำนวณโดยให้น้ำหนักกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสามารถในการใช้จ่าย ที่คาดว่าจะซื้อสินค้าและบริการในวงเงินตามที่ภาครัฐกำหนดและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่อนข้างเต็มที่

ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารพอสมควร ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการแต่ละรายต่างมีการปรับกลยุทธ์การตลาด และออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2559 เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอย และเป็นการประคับประคองยอดขายในภาพรวมของธุรกิจไว้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับภาคธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและธุรกิจบริการ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2559 ได้แก่ มาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ซึ่งน่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว โดยจะเห็นได้ว่า ผลจากมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ที่ออกมากระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงปลายปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น (เพียง 1 สัปดาห์) แต่ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคจำนวนมาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แรงส่งของมาตรการ  ช็อปช่วยชาติที่ออกมาในช่วงท้ายของปีนี้ น่าจะส่งผลต่อเม็ดเงินที่สะพัดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่สูงกว่ามาตรการที่ออกมากระตุ้นครั้งก่อน โดยพิจารณาจากการขยายกรอบเวลาของการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น

การขยายกรอบระยะเวลาในการใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี … จูงใจให้ประชาชนวางแผนใช้จ่ายมากขึ้น

คาดเงินสะพัดในธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการอื่นๆ  13,000 ล้านบาท

จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติ 15,000 บาทในปี 2559 ค่อนข้างได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องเสียภาษีมากกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากประชาชน กว่าร้อยละ 60.0 ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีการวางแผนที่จะซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559 เพื่อต้องการใช้สิทธิจากมาตรการดังกล่าวมาทำการลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า ปีนี้ มีการรับรู้ข่าวสารล่วงหน้า และด้วยระยะเวลาในการใช้สิทธิที่นานขึ้น (เป็นระยะเวลาเกือบ 3 สัปดาห์ จากเดิมปีที่แล้วเพียง 1 สัปดาห์) ทำให้มีเวลาเตรียมตัวและวางแผนการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่นานขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนที่จะใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็น ความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ไม่ต้องเร่งรีบ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีระยะเวลาในการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสั้นและกะทันหัน  การเข้าแถวต่อคิวเพื่อรับใบกำกับภาษีที่น่าจะสะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องต่อคิวรอนาน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนั้นผู้ที่สิทธิดังกล่าว มีเพียงร้อยละ 34 ที่ใช้สิทธิเต็มจำนวน

ดังนั้น การที่ภาครัฐได้ออกมาตรการช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศนั้น น่าจะจูงใจให้ประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมีการวางแผนการใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้กับบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีก (ที่จดทะเบียนอยู่ในระบบและสามารถออกใบกำกับภาษีได้) เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าเฉพาะที่อยู่นอกห้างฯ (อาทิ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ศูนย์จำหน่ายประดับยนต์) รวมถึงร้านอาหารโดยเฉพาะเชนร้านอาหาร ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารในโรงแรม และภัตตาคาร รวมถึงธุรกิจบริการอื่นๆ อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการควรมีการเตรียมความพร้อมทางด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่คาดว่าจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและรับประทานอาหารนอกบ้านในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมจุดให้บริการออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เห็นได้ชัดถึงความไม่พร้อมในเรื่องของการออกใบกำกับภาษีในปีที่แล้ว ที่ทำให้ลูกค้าบางส่วนตัดสินใจที่จะไม่ซื้อสินค้า เพราะต้องต่อแถวยาวและรอคิวนาน หรือแม้แต่การบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางด้านกำลังซื้อของลูกค้าบางกลุ่ม รวมถึงคนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ยังไม่ได้มีการวางแผนการใช้จ่าย ผู้ประกอบการค้าปลีกก็อาจจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดควบคู่ไปกับมาตรการดังกล่าว เพื่อจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่มสินค้าที่ลูกค้าให้ความสนใจซื้อเพื่อนำมาใช้สิทธิในการลดภาษี อาทิ อาหารเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า รองเท้า) โดยรูปแบบของการทำการตลาดก็ยังคงให้ความสำคัญกับการลดราคาสินค้า การชูความคุ้มค่าคุ้มราคา และการผ่อนชำระ 0% ที่นานขึ้น เพื่อจูงใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธลดหย่อนภาษีแต่มีฐานเงินเดือนไม่สูงนัก

สำหรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อสังสรรค์ในช่วงปลายปีของคนไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นการสังสรรค์มากกว่าหนึ่งมื้อกับกลุ่มต่างๆ เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง องค์กร เป็นต้น ส่งผลให้กลยุทธ์ของธุรกิจร้านอาหารในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2559 นี้ อาจอยู่ในรูปแบบการจัดโปรโมชั่นดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการร้านอาหารซ้ำหรือถี่ยิ่งขึ้น เช่น การมอบส่วนลดสำหรับการรับประทานอาหารในครั้งถัดไป การสะสมแต้มร่วมกันระหว่างร้านอาหารในเครือ เป็นต้น ควบคู่ไปกับการสื่อสารไปยังลูกค้าถึงสิทธิประโยชน์จากการนำค่าอาหารและเครื่องดื่มมาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษี โดยมีระยะเวลาการจัดโปรโมชั่นสอดคล้องไปกับในช่วงระยะเวลามาตรการ อย่างไรก็ดี ธุรกิจร้านอาหารอาจขยายการจัดโปรโมชั่นต่อเนื่องไปจนถึงในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่เลือกสังสรรค์ในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนจำนวนมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวก็น่าจะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีก ร้านอาหารและธุรกิจบริการบางส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนหรืออยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบการค้าปลีกและร้านอาหาร SMEs หรือผู้ประกอบการ E-Commerce ตระหนักถึงโอกาสและข้อได้เปรียบดังกล่าว ก็อาจจะนำมาซึ่งการดึงกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลจากมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ที่ออกมาในช่วงระหว่างวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559 (หรือเป็นจำนวน 18 วัน) น่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายซื้อสินค้าของประชาชนคิดเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปสู่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ประมาณ 13,000 ล้านบาท   แบ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกและบริการทั่วไปรวม 12,000 ล้านบาท และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร 1,000 ล้านบาท จากคนที่ต้องการใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี อันเนื่องมาจากการขยายกรอบระยะเวลาในการซื้อสินค้าและบริการ ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าว คำนวณโดยให้น้ำหนักกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสามารถในการใช้จ่าย ที่คาดว่าจะซื้อสินค้าและบริการในวงเงินตามที่ภาครัฐกำหนดและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่อนข้างเต็มที่ ในขณะที่มีกลุ่มผู้บริโภคอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีรายได้ต่อเดือนหรือมีเงินออมที่ไม่สูงนัก จึงทำให้มีเม็ดเงินสำหรับนำมาใช้จ่ายและลดหย่อนภาษีตามมาตรการนี้ได้จำกัดกว่า

มั่นใจเศรษฐกิจจีน แข็งแรงแบบไร้ไขมัน

โพสต์14 ธ.ค. 2559 17:45โดยAdmin Ftikm

ทั่วโลกต่างจับตาสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะประเทศที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนับแต่ที่สหรัฐอเมริกาได้ว่าที่ ทั่ ประธานาธิบดีคนใหม่ ประกาศหนักแน่นจะเล่นงานกับทุกประเทศที่ทำการค้า แบบไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะจีนที่ถูกตั้งข้อสังเกตมากสุดว่า ส่งสินค้าเข้ามาทุ่มตลาด อีกทั้งยังมองว่าฐานการผลิตของทุนอเมริกาที่อยู่ในจีน อาจจะหันหัวเรือกลับบ้านได้ และไทยจะกระทบอย่างไรในฐานะที่ทั้ง 2 ประเทศเป็นคู่ค้าหลัก 
ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) ถึงมุมมองดังกล่าวในฐานะที่ทำการค้า การลงทุนในจีน มองเศรษฐกิจจีน รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ ฉายภาพรวมของเศรษฐกิจจีนในเวลานี้ว่า จะมองสวนทางกัน ตอนนี้ทุกคนมองเศรษฐกิจจีนแย่ แต่ผมมองว่าไม่แย่ เพราะมองเห็นว่าจีนต้องการให้เศรษฐกิจโต 6% เติบโตแบบแข็งแรง ถ้าเป็นสรีระก็โตแบบที่ไม่มีไขมันจะมีแต่กล้ามเนื้อโดยการส่งออกของจีนยังดีอยู่เพียงแต่เศรษฐกิจโตในอัตราที่ช้าลง และนโยบายจีนจะออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น มองว่าต่อไปการกีดกันทางการค้าจะเกิดขึ้นมาก จีนจำเป็นต้องออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้นโดยใช้นโยบาย วันเบลต์วันโรด (OneBelt and Road) ออกไปลงทุนแล้วได้ตลาดท้องถิ่นและสามารถส่งออกได้ด้วย และมองการลงทุนภายในควบคู่ไปด้วย เนื่องจากอีกหลายพื้นที่ในจีนยังไม่ได้พัฒนา และรถไฟความเร็วสูงของจีนที่มี 2 หมื่นกิโลเมตรหรือเท่ากับ 70% ของโลกทำให้จีนเล็กลง ไปไหนมาไหนสะดวกมากขึ้น

อีกทั้งนำเข้า ส่งออกสินค้าของจีนก็เพิ่มขึ้นทุกปี และจีนได้ดุลการค้าทุกปี โดยมีสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2554 ปี 2559 จีนมีการสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 3.1ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นอย่าเพิ่งไปมองว่าจีนจะพัง หรือจะแย่เพียงแต่จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ดูจากปี 2557 จีดีพีจีนอยู่ที่7.3% ปี 2558 อยู่ที่ 6.9% ล่าสุดปี2559 อยู่ที่ 6.6%
ด้านการท่องเที่ยวในจีนก็เพิ่มขึ้น จะเห็นว่า ปี 2559 ช่วง 10 เดือนแรก มีมูลค่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นไทยยังดึงทุนจีนเข้ามาลงทุนได้อีกมากนับจากนี้ไปการค้า การลงทุนในจีน

 ทรัมป์มองจีนกระทบไทยหรือไม่

สำหรับกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกานั้น โดยส่วนตัวมอง ว่า เป็นเรื่องดีต่อประเทศไทยและในภาคพื้นนี้จีนน่าจะได้ประโยชน์ ทั้งจีนไทย และญี่ปุ่นจะไปด้วยกันดี ส่วนกรณีที่ทรัมป์บอกว่า จะไม่ซื้อสินค้าจีนนั้น ผมไม่เชื่อ แล้วใครเชื่อบ้างว่าไอโฟนของอเมริกาจะไม่ผลิตในจีน ซึ่งผมไม่เชื่อ และมองว่าตรงนี้ควรจะเป็นการแบ่งงานกันทำมากกว่า โดยงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอเมริกาจะเก่ง จะคิดเรื่องการวิจัยและพัฒนา คิดเรื่องการพัฒนาเป็น 5 จี 6 จีส่วนงานที่ใช้แรงงานผลิต จีนจะเหมาะกว่า เพราะมีแรงงานถูกกว่า และมีตลาดขนาดใหญ่

“ในจีนมีโทรศัพท์มือถือ 800 ล้านเครื่อง มีคนในประเทศจีน 1,300 ล้านคนเดี๋ยวนี้ต่อคนใช้โทรศัพท์ 2 เครื่องก็มีมากขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่อเมริกาจะไม่ผลิตในจีน เพราะได้ทั้งต้นทุนค่าแรงถูก ได้ทั้งตลาดไอโฟนขนาดใหญ่ เหมือนการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ ถ้าอเมริกาไม่ไปตั้งที่จีน บริษัทรถยนต์ในอเมริกาคงแย่ เพราะทั้งค่ายฟอร์ด ค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์สหรือ จีเอ็ม อยู่ในจีน ขายในจีน ซึ่งมีตลาดใหญ่ อเมริกาก็ได้ประโยชน์ด้วย”

ส่วนความร่วมมือความตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี น่าจะมีการปรับเงื่อนไขให้แฟร์มากขึ้น เพราะการมีความร่วมมือระหว่างประเทศจะเกิดประโยชน์มากกว่า

 แผนงานซีพีในต่างประเทศ

สำหรับธุรกิจของซีพี ในแง่ห่วงโซ่ของอาหารดาวน์สตรีมนั้น เรา (ซีพี) มีความพร้อมอยู่แล้ว และกำลังมุ่งไปยังตลาดค้าปลีก และฟูดคอร์ด ไปสู่อาหารสำเร็จรูปมากขึ้นโดยใช้ปริมาณมาก ใช้มืออาชีพมาทำอาหาร และร้านค้าที่ขายอาหารก็จะดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์กับเราโดยซีพีผลิต แล้วแม่ค้าเอาไปขาย เพราะต่อไปคนจะเลือกกินอาหารที่ถูกสุขอนามัยมากขึ้น เราต้องผลิตจำนวนมากเพื่อให้ต้นทุนตํ่าที่สุดและขายถึงมือผู้บริโภคต้องไม่แพง มีการควบคุมคุณภาพการผลิต

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในประเทศและต่างประเทศจะมุ่งผลิตอัพสตรีมมากขึ้น และจะผลิตบุคลากรระดับอินเตอร์มากขึ้น และให้สามารถทำงานได้ทั่วโลกโดยซีพีมีบุคลากรรวม 3 แสนคน เฉพาะในไทยก็ประมาณ 1 แสนคน โดยปัจจุบันท่านประธาน (เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์)คุมบุคลากรเอง พยายามพัฒนาคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่เรียนรู้อะไรเร็ว ติดต่อทั่วโลกได้ สามารถติดต่อทั่วโลกผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้คล่องกว่า

 มิ.ย.60 เปิดซูเปอร์แบรนด์มอลล์

สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ขนาด 1 ล้านตารางเมตร สร้างซูเปอร์แบรนด์มอลล์ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม 14 แห่ง ความสูง 30 ชั้นที่เมือง Luoyang ที่มณฑลเหอหนาน จะเปิดโครงการได้ในเดือนมิถุนายน 2560 จะมีศูนย์การค้าขนาด 1.70 หมื่นตารางเมตร มีศูนย์ราชการขนาด 1.40 แสนตารางเมตร ซึ่งขณะนี้คอนโดมิเนียมขายหมดแล้ว ในราคาต่อตารางเมตร 3.50หมื่นบาท ยังไม่รวมตบแต่ง ยังมีตึกสูงเป็นออฟฟิศ 56 ชั้น อีก 2 อาคาร และความสูง 40 ชั้น อีก 2 อาคาร โดยทั้งหมดนี้ใช้เงินทุนรวมราว 4 หมื่นล้านบาท ตรงนี้ในอนาคตมูลค่าสินทรัพย์จะสูงมาก

ล่าสุดมีโครงการก่อสร้าง ซูเปอร์แบรนด์มอลล์ ขนาดพื้นที่ก่อสร้างราว 3 แสนตารางเมตรอีก ที่เมืองเหอเฟ่ย(Hefei) มณฑลฮันฮุย (Anhui) ทำเป็นศูนย์การค้า มีโลตัส มีค้าปลีกและแหล่งช็อปปิ้ง แต่ไม่มีคอนโดมิเนียมพื้นที่ดังกล่าวถ้านั่งรถไฟความเร็วสูงจากเซี่ยงไฮ้ไปที่ Hefei ใช้เวลาราว 2ชั่วโมง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างคาดว่า ปี 2562 จะแล้วเสร็จใช้เงินลงทุนราว 2 หมื่นล้านบาท

มอง ศก.ไทยปีหน้าขยายตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ นายธนากร ยังมองภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยปี 2560ด้วยว่า จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้แน่นอนทำให้บริษัท เอ็ม จี.เซลส์ ประเทศไทยจำกัด วางเป้าหมายปี 2560-2561ได้ชัดเจนขึ้น โดยจะขายรถเอ็มจีให้ได้มากขึ้นถึงเท่าตัวหรือมีเป้าหมายอยู่ที่ 1.8 หมื่นคัน จากที่ปี 2559 จะขายได้ 9,000 คัน ในรถรุ่น MG3,MG5, MG6 และรถ MG GS 1.5เทอร์โบ เป็นรถเอนกประสงค์ ที่จะเปิดตัวแล้วในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปสามารถรับออร์เดอร์ ได้ภายในปลายปีนี้ ตั้งเป้าในปีหน้า รถรุ่นนี้จะขายได้ถึง 2,000 คัน นอกจากนี้ปีหน้าจะเปิดตัวรถตู้ สำหรับใช้โดยสารและสำหรับนั่งไปทำงานขนาด 11 ที่นั่งเป็นรุ่น G10 อีกด้วย

“เป้าหมาย 1.8 หมื่นคัน ที่จะผลติ ขายได้จะมาจากรถเก่า ที่เปิดตัวไปแล้วและจะมีรถที่ปรับโฉมใหม่ออกสู่ตลาดปีหน้ามากขึ้นโดยมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพิ่มจาก 80 แห่งเป็น 100 แห่ง”

ทั้งนี้การที่บริษัท เซี่ยงไฮ้มอเตอร์ออโตโมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์เอ็มจี (มอร์ริส การาจส์) ร่วมมือกับกลุ่มซีพีเป็น การมองระยะยาวร่วมทุนทำตลาดแบรนด์เอ็มจีในไทยโดยอุตสาหกรรมรถยนต์จะต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบคือ 1. จะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุดโดยนำเข้าชิ้นส่วนให้น้อยที่สุด 2. จะต้องมีศูนย์บริการที่พร้อมและมากขึ้น3. จะต้องมีบริการหลังการขาย4. ขนาดกำลังผลิตรถเอ็มจีในไทยจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่ต้นทุนรวมจะได้ตํ่าลง

 เล็งปี60 ไทยส่งออกรถเอ็มจีได้

สำหรับปี 2561 โรงงานผลิตที่ชลบุรีเสร็จ (ปัจจุบันเช่าโรงงานที่เหมราชประกอบ) มีขนาดพื้นที่ 400ไร่ จะเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ทันสมัย ด้วยระบบออโตเมชัน มีขีดความสามารถในการผลิตได้เต็มที่ราว 5หมื่นคันต่อปี สำหรับเฟสแรกภายใน3 ปี นับจากวันที่โรงงานที่ชลบุรีผลิตได้ ส่วนเฟส 2 จะมีขนาดกำลังผลิต1 แสนคันต่อปี โดยทุนจีนต้องการใช้ฐานผลิตไทยผลิตรถพวงมาลัยขวาเพื่อการส่งออกด้วยในอนาคต

“ปัจจุบันเรายังไม่มีการส่งออกจากไทยออกไป และเมื่อกำลังการผลิตขยับไปได้ถึง 3 หมื่นคัน ก็จะส่งออกได้ คาดว่าภายในปี 2560 น่าจะมีบางส่วนส่งออกได้แล้ว”

นายธนากรกล่าวอีกว่า รถเอ็มจีมาลงทุนในไทยได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ถ้าผลิตได้5 หมื่นคัน จะต้องใช้เงินลงทุนอีกราว2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นเอ็มจีประสบผลสำเร็จแล้วในด้านตลาดแต่สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือการลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากขึ้น และทำโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การรุกคืบในอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยเป็นเครื่องหมายการันตีว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าดีขึ้นแน่นอน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11-14 ธันวาคม 2559

จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีนสำคัญกว่าที่คิด

โพสต์26 ต.ค. 2559 01:44โดยAdmin Ftikm   [ อัปเดต 26 ต.ค. 2559 01:46 ]

การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน

กรณีข้างต้น บริษัท Apple ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมาย iPhone ไปตั้งแต่ปี 2002 แต่เพิ่งจะได้รับการอนุมัติสิทธิโดยสมบูรณ์ในปี 2012 ขณะที่บริษัทเครื่องหนังเจ้าดังกล่าวของจีนซึ่งจดทะเบียนในชื่อเดียวกับบริษัท Apple ได้รับอนุมัติตั้งแต่ปี 2007 แม้ว่ายื่นขอจดทะเบียนภายหลัง Apple ต่อไปนี้คือ 10 ข้อควรรู้ สำหรับการจดเครื่องหมายการค้าในจีน 

หนึ่ง ควรเลือกจดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนโดยตรง อย่านึ่งนอนใจว่าจีนได้เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) แล้วตั้งแต่ปี 1995 แม้ว่าพิธีสารดังกล่าวอำนวย ความสะดวกให้ผู้ประกอบการจากรัฐภาคีที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) สวิตเซอร์แลนด์ ได้รับความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญหา ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าในประเทศที่เป็นภาคีของพิธีสารฯ โดยไม่ต้องทำการจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐภายในประเทศอีกครั้ง แต่จากกรณีบริษัท Apple ข้างต้น และจากความเห็นของบริษัทกฎหมายหลายแห่ง ที่เชี่ยวชาญในตลาดจีน ล้วนแนะนำให้ไปจดเครื่องหมายการค้าในจีนเป็นหลัก หากต้องการบุกตลาดนี้อย่างจริงจัง

สอง หน่วยงานที่รับผิดชอบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีนคือ สำนักงานทะเบียนการค้า (Trademark Office) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติ (State Administration for Industry and Commerce – SAIC) ที่กรุงปักกิ่ง เว็บไซต์ http://www.saic.gov.cn/sbjEnglish/LawsRegulations/

สาม ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สำนักงานเครื่องหมายการค้าจะไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกรณีที่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ที่ http://www.saic.gov.cn/sbjEnglish/sbcx_1/

สี่ จีนแบ่งประเภทเครื่องหมายการค้าเป็น 45 กลุ่ม สอดคล้องกับการแบ่งประเภทตามมาตรฐานสากลของ WIPO เป็นสินค้า 34 กลุ่ม และบริการ 11 กลุ่ม ดูการแบ่งกลุ่มได้ที่เว็บไซต์ http://web2.wipo.int/classifications/nice/nicepub/en/fr/edition-20160101/taxonomy/ สำหรับแบรนด์กาแฟเจ้าใหญ่อย่าง Starbucks มีรายงานว่า ระวังเรื่องลิขสิทธิ์ในจีนมาก ถึงกับจดเครื่องหมายการค้าไว้ครอบคลุมทั้ง 45 กลุ่ม เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผ้าอ้อมเด็กปั๊มยี่ห้อ Starbucks แน่ ๆ

ห้า เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรณีจดทะเบียนโดยนิติบุคคล ได้แก่
1. ชื่อและที่อยู่ของบริษัท (ภาษาอังกฤษและภาษาจีน)
2. แบบฟอร์มการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
3. สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล และลายเซ็นของกรรมการบริษัท
4. หนังสือตั้งตัวแทน หรือหนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนเจ้าของ)
5. สำเนาเครื่องหมายการค้าที่ประสงค์จะจดทะเบียน รูปเครื่องหมายการค้า (reproduction) พิมพ์บนกระดาษเรียบและคงทนมีความคมชัด ขนาดของรูปควรมีความกว้างและยาว ระหว่าง 5-10 เซนติเมตร จำนวน 6 ชุด หากเครื่องหมายการค้าเป็นรูปสีต้องใช้สำเนารูปฉบับสีจำนวน 5 ชุด และสำเนาฉบับขาวดำ 1 ชุด
6. คำอธิบายเครื่องหมายการค้าบริษัท

กรณีบุคคลธรรมดา ได้แก่
1. สำเนาหนังสือเดินทาง
2. ที่อยู่ทางไปรษณีย์ของผู้ขอเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน
3. ผู้ยื่นขอจดทะเบียนต้องลายเซ็นของผู้ขอเครื่องหมายการค้า
4. สำเนาเครื่องหมายการค้าที่ประสงค์จะจดทะเบียน รูปเครื่องหมายการค้า (reproduction) พิมพ์ บนกระดาษเรียบและคงทนมีความคมชัด ขนาดของรูปควรมีความกว้างและยาวระหว่าง 5-10 เซนติเมตร จำนวน 6 ชุด หากเครื่องหมายการค้าเป็นรูปสีต้องใช้สำเนาฉบับสีจำนวน 5 ชุด และสำเนาฉบับขาวดำ จำนวน1 ชุด
5. คำอธิบายเครื่องหมายการค้าบริษัท
ทั้งกรณีนิติบุคคลและกรณีบุคคลธรรมดา เอกสารทุกชนิดที่เป็นภาษาต่างประเทศจะต้องมีคำแปลภาษาจีนกำกับทุกครั้ง 

หก การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีนใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน หรือมากกว่านั้น หากพบข้อโต้แย้งจากผู้ประกอบการรายอื่น การตรวจสอบความถูกต้องและคุณสมบัติใช้เวลาประมาณ 1 ปี

เจ็ด เมื่อหน่วยงานเครื่องหมายการค้าจีนตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว จะออกใบรับรองขั้นต้นและตีพิมพ์เครื่องหมายการค้าที่สมัครเข้ามาลงใน China Trademark Gazette หากไม่มีบริษัทใดคัดค้าน เครื่องหมายการค้ายื่นจดทะเบียนจะได้รับการอนุมัติ และจะมีการประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร

แปด เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในจีนนั้นจะมีอายุความคุ้มครอง 10 ปี นับตั้งแต่วันจดทะเบียน และสามารถขอยื่นต่ออายุได้อีกคราวละ 10 ปี โดยทางการจีนสามารถเพิกถอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าได้ หากพบว่าไม่ได้มีการใช้งานติดต่อกัน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการจดทะเบียน รวมทั้งกรณีที่เครื่องหมายมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจีน

เก้า รัฐบาลจีนอนุญาตให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผ่านบริษัทตัวแทนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเครื่องหมายการค้าภายใต้สำนักงานบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติ (Trademark Office of The State Administration for Industry & Commerce of the People’s Republic of China)

สิบ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (ThaiBizChina.com) ได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเครื่องหมายการค้าในจีน พร้อมรายชื่อบริษัทตัวแทนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ให้ดาวน์โหลดกันฟรี ๆ ที่ http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/upload/pdf/commerce/start_08commerce.pdf

พบกับอัพเดทความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.ThaiBiz.net หากมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ bic.mfa@gmail.com

1-10 of 13