แผนการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2560 - 2579

โพสต์7 ส.ค. 2560 01:33โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ท่านสามารถดูรายละเอียด "แผนการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2560 - 2579" ได้ทางรายละเอียดที่แนบมาพร้อมกันนี้
 
 
ที่มา : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษา

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

โพสต์19 ก.ค. 2560 23:32โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 19 ก.ค. 2560 23:34 ]

รายละเอียดเอกสารนำเสนอ "ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย" โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) http://www.nesdb.go.th/download/document/Yearend/2017/PPT_NESDB.pdf

'เจโทร' ชูแพลตฟอร์ม B2C เพิ่มโอกาสส่งออก 'อาหารญี่ปุ่น'

โพสต์15 มิ.ย. 2560 02:51โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 15 มิ.ย. 2560 02:59 ]

 
การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทำให้ความต้องการด้านอาหารภายในประเทศญี่ปุ่นลดลง ทำให้รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี "ชินโซ อาเบะ" จึงงัดยุทธศาสตร์ ภายใต้ นโยบายเศรษฐกิจอาเบะโนมิกส์ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าอาหาร หลังจากพบว่ามีความเป็นไปได้ในการขยายการส่งออกไปในต่างประเทศ และหลาย ๆ ประเทศมีการตอบรับอาหารญี่ปุ่นในทิศทางบวก และบางประเทศยกให้อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารที่นิยมที่สุด
องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือเจโทร กรุงเทพฯ ระบุว่าใน ปี 2016 ญี่ปุ่นส่งออกอาหารไปทั่วโลกได้มากถึง 750,300 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2015 แม้ว่าอัตราการเติบโตปีที่แล้วจะน้อยกว่าปีก่อน ๆ จากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาการประมงภายในประเทศ และเงินเยนที่แข็งค่า แต่ในปี 2017 รัฐมองว่าการส่งออกอาหารจะฟื้นตัว และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายส่งออกอาหาร 1 ล้านล้านเยน ในปี 2019 ได้แน่นอน
"ฮิโรยูกิ อิซูมิ" ผู้แทนผู้อำนวยการแผนกเกษตรและอาหาร เจโทร โตเกียว ชี้ว่า ตลาดไทยยังถือว่ามีศักยภาพในการส่งออกอาหารญี่ปุ่น และมีความต้องการด้านอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าปีที่แล้วยอดส่งออกจะลดลง แต่ปัจจุบันความต้องการเกือบจะเป็นปกติแล้ว โดยสินค้าที่ขายดีมีทั้งขนม สินค้าประมง เนื้อวัว สุรา และชา
"นอกจากนี้ตลาดต่างจังหวัดยังมีทิศทางเติบโต โดยมีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทางญี่ปุ่นก็ต้องการนำเสนออาหารญี่ปุ่นที่อร่อย และสุขภาพดีตามแบบฉบับญี่ปุ่น"
โดยไทยถือเป็นตลาดส่งออกอาหารของญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนใน ปี 2016 ด้วยมูลค่า 32,900 ล้านเยน โดย 50% เป็นประเภทอาหารทะเล ขณะที่เนื้อวัวก็เป็นตลาดที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่ตลาดอาเซียน มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าประเภทเกษตร ป่าไม้ และประมง จากญี่ปุ่น 117,700 ล้านเยน เป็นตลาดที่แซงหน้าสหรัฐอเมริกา เจโทร ระบุว่า อาเซียนเองก็เป็นปลายทางส่งออก ที่สำคัญเช่นกัน เพราะหลาย ๆ ประเทศในแถบนี้มีความชื่นชอบในรสชาติอาหารญี่ปุ่น มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยทางญี่ปุ่นตั้งใจว่าจะใช้ไทยเป็นฐานในการขยายช่องทางการตลาดของสินค้าอาหารญี่ปุ่นไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
พร้อมกันนี้ องค์การส่งเสริมการค้า ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมออกบูท "เจแปน พาวิเลียน" ในงาน "ไทยเฟ็กซ์ 2017"นิทรรศการสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยดึงผู้ประกอบการสินค้าและอาหารจากญี่ปุ่นมาร่วม ถึง 67 ราย เพื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่น ได้มีโอกาสหาคู่ค้า ตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหาบริษัทตัวแทนรับผลิต สินค้า หรือโออีเอ็ม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคในไทย จะ ได้เข้าถึงสินค้าญี่ปุ่นที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน เจโทร โตเกียว ได้มีการจัดตั้งแผนกใหม่เพื่อส่งเสริม การค้าสินค้าอาหารระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค หรือบีทูซี (B2C) เนื่องจากมองว่าเป็นเทรนด์ที่จะสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทางเจโทรมองว่าการทำตลาดแบบบีทูซี ในแพลตฟอร์มของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เปิดใจให้กับการช็อปปิ้งออนไลน์ และสามารถส่งสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคที่อยู่ในเขต ต่างจังหวัดประเทศต่าง ๆ ได้โดยสะดวก โดยเบื้องต้นทางเจโทรได้ศึกษาเรื่องระบบโลจิสติกส์ ที่มีประสิทธิภาพ และมองหาความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การส่งเสริมการทำตลาดเพื่อเจาะตรงถึงผู้บริโภคนั้น จะเน้นส่งเสริม การส่งออกอาหารประเภทพร้อมรับประทาน เช่น ขนมญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศไทย รวมไปถึงผงชา อาหารแห้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต่างจากผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ที่ต้องใช้ร้านอาหาร หรือห้างสรรพสินค้าเป็นตัวกลาง ส่งมอบถึงผู้บริโภค...//
 
ที่มา : นสพ. ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผุด "ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์" ปลดล็อกลงทุนรัฐ-ดึงประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ

โพสต์15 มิ.ย. 2560 02:42โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ครม.กดปุ่มเดินหน้าระดมทุนผ่านกองทุน "ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์" ประเดิม 2 โครงการ ทางด่วนของ กทพ. 44,819 ล้านบาท ดึงรายได้จากทางด่วนฉลองรัช-บูรพาวิถีล่อใจ "ประยุทธ์" ย้ำให้ขายหน่วยลงทุนให้ประชาชนก่อน อย่าให้ซ้ำรอยแปรรูป ปตท.
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งจุดประสงค์ของการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานฯ ก็เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานรวมวงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท แต่เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง รัฐจึงกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งจะมีเพดานให้กู้เงินได้อีกประมาณ 2.6 ล้านล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ กทพ.จะนำรายได้ในอนาคตที่ได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางของ 2 เส้นทางคือ โครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) มาระดมทุนซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีรายได้เข้ามาเป็นประจำอยู่แล้ว โดยจะโอนรายได้ในอนาคต 45% จากทั้ง 2 โครงการ ในระยะเวลา 30 ปี มาใส่ไว้ในกองทุน และเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปสร้างทางด่วนใหม่ 2 เส้นทางรวมวงเงิน 44,819 ล้านบาท ได้แก่ โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตกวงเงิน 30,437 ล้านบาท และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอนเอ็น 2 และอีสเวสต์ คอร์ริดอร์ ด้านตะวันออก เริ่มต้นจากหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปบรรจบกับวงแหวนตะวันออก วงเงิน 14,382 ล้านบาท
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ว่า กองทุนที่ออกมาครั้งนี้จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนได้ซื้อกองทุนเพราะว่ากองทุนนี้จะมีผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากในปัจจุบัน อย่าให้ซ้ำรอยกับการแปรรูป ปตท.ในอดีตที่คนซื้อหุ้นส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารทั้งหลาย ฉะนั้นกองทุนนี้ขอให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ซื้อก่อน"
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐะวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ได้เดินหน้าอย่างชัดเจน โดยให้ กทพ.นำร่องใน 2 โครงการ ซึ่งประเทศไทยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แค่กระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวก็มีวงเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งในแผนปฏิบัติการของกระทรวงคมนาคม มีบางโครงการได้ระบุไว้ชัดเจนว่าสามารถใช้แหล่งเงินจากแหล่งใหม่ หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ได้
"โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกและโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอนเอ็น 2 วงเงินรวม 44,819 ล้านบาท ถ้าไม่มีกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ก็ต้องไปแย่งเงินงบประมาณ โดยไปขอกับสำนักงบประมาณหรือไม่ก็ต้องไปแย่งเงินกู้กับโครงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เช่น นำเงินไปสร้างโรงพยาบาล หรือจะใช้เงินของ กทพ.เองก็ต้องรอไปอีก 6-7 ปี แต่ประเทศต้องการการพัฒนาจึงรอไม่ได้ จึงต้องมีแหล่งระดมทุนอันใหม่ของประเทศไทยเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศ ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมากเพราะดอกเบี้ยของทั้งภูมิภาคและทั้งโลกก็ไม่ได้สูงมาก"
ทั้งนี้ จะนำรายได้ส่วนหนึ่งในอนาคตของ 2 เส้นทาง คือโครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนาชลบุรี) มาเป็นแหล่งระดมทุนเอามาสร้างเส้นทางใหม่ของ กทพ. นอกจากนั้น กระทรวงการคลังยังตั้งใจไว้ว่าจะใช้เกณฑ์ของ กลต.คือ ให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นรายย่อยซื้อหุ้นก่อน และเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้ลงทุน ทางกระทรวงการคลังได้ถือหน่วยลงทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท และ ครม.ได้อนุมัติให้วงเงินเพิ่มอีก 9,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้เห็นว่าเป็นกองทุนที่รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นด้วย ไม่ใช่มีแต่ภาคเอกชนอย่างเดียว
สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ได้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยใน 5 ด้านคือ 1.ทำให้ไทยสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด งบลงทุนต่อปีมีประมาณ 500,000 ล้านบาทเท่านั้น จะรอไม่ได้ เพราะจะเติบโตแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ 2.เป็นแหล่งเงินทุนใหม่ของประเทศในการระดมทุนของภาครัฐ 3.จะใช้กลไกของ กลต.ภายใต้ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีระบบธรรมาภิบาล จะมีกลไกตรวจสอบในการระดมทุนเพื่อความโปร่งใส 4.ไม่ทำให้เป็นภาระการคลังในอนาคตเพราะรัฐบาลไม่ได้กู้เงินและรัฐบาลไม่ได้ค้ำประกันเพราะมีรายได้ที่ชัดเจนและ 5.เป็นการพัฒนาตลาดทุนเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดทุน...//
 ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. 2560 (กรอบบ่าย)

CEO INNOVATION FORUM 2017 "ผลการสำรวจข้อมูลการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ประจำปี 2560"

โพสต์11 มิ.ย. 2560 20:06โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 11 มิ.ย. 2560 20:18 ]

Thailand's Economic Factsheet

โพสต์11 มิ.ย. 2560 19:57โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ดันไทยเป็นฮับการค้าอัญมณีฯ

โพสต์27 เม.ย. 2560 21:59โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

รัฐจับมือเอกชนผลักดันไทยเป็นฮับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ชี้ปี 59 ไทยขยับขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของประเทศผู้ส่งออกอัญมณีโลก

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Thailand as The World’s  Gems  & Jewelry Trading Hub) นางอภิรดี  ตันตราภรณ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิญภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงานมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางดังกล่าว พร้อมชูจุดแข็งอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยด้านการเป็นแหล่งผลิตชั้นยอด ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก 

ทั้งนี้  เป็นการต่อยอดจากมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง Jewelry Hub เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ซึ่ง ครม.เห็นชอบการยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำเร็จรูปของกระทรวงการคลังให้ครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดโลก รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และส่งเสริมการส่งออก โดยปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและสัมมนานานาชาติด้านอัญมณีในไทย World Jewelry Confederation 2017 วันที่ 2-7 พฤศจิกายน 2560 ที่กรุงเทพมหานคร โดยจะมีสมาชิกผู้ค้าอัญมณีระดับโลก 42 ประเทศมาเข้าร่วมประชุม โดยไทยคาดหวังการประชุมครั้งนี้จะเป็นการประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐเตรียมหามาตรการลดปัญหาขาดดุลการค้า แต่เชื่อว่าการ จัดประชุม  World Jewelry เชิญคู่ค้าจากสหรัฐมาด้วยจะเป็นการเสริมสร้างการค้าและการลงทุนเพิ่ม จากตัวเลขปีที่ผ่านมาไทยส่งออกกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปตลาดสหรัฐมากถึง 1,200  ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 8 ของมูลค่าส่งออกรวมเฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับ และปีนี้ตั้งเป้าจะขยายตลาดสหรัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ 5  ซึ่งขณะนี้สหรัฐถือเป็นตลาดอันดับ 5 ของกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงแผนงานสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก ว่า แผนงานประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การปลดล็อคภาษีและกฎระเบียบ  2.การพัฒนาผู้ประกอบการ สินค้า วัตถุดิบ และแรงงาน และ 3.การส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับภาพรวม ทั้งด้านตลาดในประเทศและต่างประเทศในแบบออนไลน์และออฟไลน์ ยกระดับการจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair ประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรม โดยใช้กลยุทธ์กำหนดตำแหน่งทางการตลาดและระหว่างวันที่ 6-10 กันยายนนี้ จะจัดการแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 60 โดยจัดมาแล้วถึง 30 ปี ปีนี้จะเพิ่มบูธจัดงานมากกว่า 2.500 บูธด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมหารือได้รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง นับว่าเป็นการบูรณาการการทำงานอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดโลก กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังมีความซับซ้อนในทางปฏิบัติ อาทิ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบอัญมณีและโลหะมีค่า การหักรายจ่าย 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน รวมถึงศึกษาการจัดทำระบบภาษีที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก่อให้เกิดรายได้แก่ภาครัฐเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประสานหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างครบวงจร จัดทำเทรนด์สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ผลักดันให้เกิดการจัดตลอดจนปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา การฝึกอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับไปดำเนินการเรื่องการประชาสัมพันธ์สินค้าและย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ตลอดจนจัดทำแผนที่เส้นทางอัญมณี เพื่อสร้างการรับรู้และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคทั้งไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเร่งพัฒนาตลาดต่างประเทศสำหรับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมผู้ประกอบการให้ไปจัดตั้งสำนักงานในตลาดเป้าหมาย รวมทั้งผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลก เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคระดับสูง ตลอดจนยกระดับงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ให้เป็น 1 ใน 3 ของงานอัญมณีระดับโลก โดยไทยเป็นแหล่งผลิตชั้นยอดที่ครบวงจรแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของไทยอีกหลายประการ ได้แก่ ไทยเป็น 1 ใน 10 ของประเทศผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 

ทั้งนี้ การปรับขึ้นจากอันดับที่ 13  ในปี 2557 การมีงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair ซึ่งเวทีการค้าระดับโลก การยกเว้นอากรอัญมณีและเครื่องประดับรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบ แรงงานของไทยมีฝีมือประณีตโดดเด่นด้านเจียระไน การมีนิคมอัญธานีเป็นเขตประกอบการเสรี การมีสถาบัน GIT ทำหน้าที่วิเคราะห์ ตรวจสอบ รับรองมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ตลอดจนการที่องค์กรผู้จัดการประชุมระดับโลกมาจัดการประชุมนานาชาติที่สำคัญในประเทศไทย อาทิ งาน World Jewelry Confederation 2017 และงาน ICA Congress โดยปี 2559 ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) มูลค่าประมาณ 6,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.24 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐ เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบลเยี่ยม อินเดีย และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 73 ขณะที่ 3 เดือนแรกปี 2560 (ม.ค. – มี.ค.) ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) มูลค่า 2,021.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ร้อยละ 1.98 ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม โดยมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 66.18
 
(ที่มา-สำนักข่าวไทย 28 เม.ย. 2560)

ส.อ.ท. ชี้ช่อง SMEs เร่งใช้อีคอมเมิร์ซ "มองเช่าที่ 99 ปี ในอีอีซี ไร้ผลกระทบ"

โพสต์26 เม.ย. 2560 21:58โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
 
 
 

"ส.อ.ท." เผยกระแสอีคอมเมิร์ซมาแรงแนะ SMEs ไทยใช้ช่องทางดิวตรงผู้ซื้อ คาดอนาคตพ่อค้าคนกลางมีโอกาสตายหลังโรงงานผลิตดิวตรงกับผู้ซื้อมากขึ้น หนุน EEC ปรับอุตสาหกรรมรับเทรนด์โลก มุ่งสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่มองเช่าที่ 99 ปีไร้ผลกระทบ ด้านสภาฯ นายจ้าง เปิดเวทีเสวนา 27 เม.ย.เตรียมแรงงงานรับอุตฯ 4.0
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้กระแสของเทคโนโลยีทำให้การค้าขายผ่านออนไลน์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) กำลังมาแรงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมที่ขณะนี้โรงงานผลิตสามารถติดต่อขายตรงกับผู้ซื้อมากขึ้นทำให้ตัดระบบพ่อค้าคนกลางลง ดังนั้นผู้ประกอบการของไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จะต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดังกล่าว
"ผมคิดว่าระบบพ่อค้าคนกลางทั้งระดับในประเทศและระดับชาติหรืออินเตอร์เทรดต่อไปจะลำบากและอาจตายได้ด้วยการค้าขายออนไลน์ที่เอื้อให้เกิดการติดต่อกันโดยตรงซึ่งเอสเอ็มอีของไทยเวลานี้จากเดิมที่ลำบากในการฝากของขายตามห้างร้าน ก็สามารถขายผ่านออนไลน์ได้ทุกคนต้องปรับตัว จึงจะอยู่รอดหากไม่ปรับตัวรับกับกระแสจะอยู่ไม่ได้" นายเกรียงไกรกล่าว
ทั้งนี้ นโยบายรัฐปัจจุบันที่กำหนดการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) เพื่อสนับสนุนให้เกิด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกระแสของโลกซึ่งมุ่งสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเดินมาถูกทิศทางและภายใต้ร่าง พ.ร.บ.อีอีซีกำหนดหลักการให้เอกชนเช่าที่ดินได้รวมระยะเวลา 99 ปีเมื่อพิจารณาจะเห็นว่าเป็นการให้สิทธิ์เช่าระยะแรกไม่เกิน 50 ปีและระยะต่อไปก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมว่าจะต่อให้หรือไม่หากต่อก็ได้อีก 49 ปีรวมเป็น 99 ปีนั้นหลายฝ่ายอาจมีความกังวลแต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกที่ไปเร็วจึงเชื่อว่าการเช่านั้นอาจจะไม่ได้ต่ออายุด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกัน ยังจำกัดอยู่ 10 อุตฯ เป้าหมายและลงทุนใน 3 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ซึ่งก็ไม่ต่างจากเขต ศก.พิเศษของประเทศอื่นๆ มากนัก (ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560 )

4 สมาคมคงเป้าส่งออกชี้หากปรับรอครึ่งหลัง

โพสต์26 เม.ย. 2560 21:52โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
4 นายกสมาคม กัดฟันคงเป้าส่งออกเดิม แม้ปัจจัยเสี่ยงรุมอื้อ "รถยนต์-อัญมณีทูน่า-การ์เมนต์" ระบุรอดูสถานการณ์ ปรับ-ไม่ปรับรอครึ่งปีหลัง ลุ้นฟื้นตัว
จากภาคการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงภายในและภายนอกในหลายเรื่อง อาทิ ค่าเงินบาท ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ของสหรัฐฯสั่งให้ตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับ 16 ประเทศรวมไทย ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้ายที่ยังลุกลามในยุโรป เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบพบในหลายกลุ่มสินค้าหลักยังคงเป้าหมายการส่งออกไว้ตามเดิม

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับว่า ทางกลุ่มยังคงเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ทั้งปีไว้ที่ 1.2 ล้านคัน (จากปี 59 ส่งออก 1.18 ล้านคัน) ซึ่งแม้จะยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก และการส่งออกช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ยังติดลบ (มูลค่าติดลบ 3%) แต่ช่วงจากนี้ไปมองมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากหลายค่ายคาดจะมีการผลิตและส่งออกรถรุ่นใหม่ๆ เพิ่ม ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับนายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ ที่กล่าวว่า ทางสมาคมยังคงเป้าหมายการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับขยายตัวที่ 5% จากตลาดหลักคือสหรัฐฯเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตลาดจีนแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแต่ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพของไทย ขณะที่ระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2560 ทางสมาคมจะจัดงานไทยแลนด์เจมส์ แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ จะช่วยกระตุ้นยอดส่งออกได้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือราคาทองคำที่มีแนวโน้มผันผวนจะกระทบต่อการส่งออก รวมถึงตลาดยุโรปที่มีความเสี่ยงจากภัยก่อการร้าย กระทบต่ออารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภค
นายชนินทร์  ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า แม้สินค้าทูน่าของไทยจะมีความเสี่ยงจากกรณีทรัมป์ สั่งตรวจสอบการขาดดุลการค้า และอาจถูกขึ้นภาษีนำเข้า รวมถึงความผันผวนของเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่ากระทบราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้น ต้นทุนกระป๋องบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาแผ่นเหล็ก แต่เบื้องต้นทางสมาคมยังคงเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าทุกชนิดขยายตัวที่ 5%(จากปีที่แล้วส่งออก 7.72 หมื่นล้านบาท)      (ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560)

สัมภาษณ์ : ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รัฐต้องช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน

โพสต์26 เม.ย. 2560 21:44โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของประเทศ ภายหลังจากที่องค์กรภาคเอกชนหลายหน่วยงานพยายามช่วยกันผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ล่าสุด "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ "ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล" ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ถึงการขานรับต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล และบทบาทของสถาบันที่จะช่วยกันดูแล SMEs ซึ่งมีสัดส่วนถึง 95% ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

บทบาท SMI ใน ส.อ.ท.
          ต้องช่วยกันยกระดับ SMEs อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ และ GDP SMEs ให้ขยับมาอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 42% จะทำให้ประเทศไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. SMEs ถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เราเริ่มจัดระเบียบเช็กจำนวน SMEs พบว่ามีอยู่ 2.76 ล้านราย ซึ่งมีอัตราการจ้างงานถึง 12 ล้านคน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของ SMEs และรับรู้มาโดยตลอด คือ การมีระบบหลายบัญชี ดังนั้น เริ่มขั้นแรกต้องทำให้ SMEs มีเพียงบัญชีเดียว ตอนนี้ทำได้แล้วกว่า 6 แสนราย เพื่อดึง SMEs เข้ามาในระบบก่อน
ปัญหาหลักของ SMEs
          การอยู่นอกระบบ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือต่างคนต่างทำงานนโยบายต่าง ๆ และงบประมาณถูกกระจายไปตามกระทรวง ทำให้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง เป็น "เบี้ยหัวแตก" ดังนั้น เราจึงได้นำโมเดลจากต่างประเทศมาช่วย เพื่อหวังยกระดับให้เทียบเท่าญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน เป้าหมายลดขั้นตอน ระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรค และมีกองทุนช่วยเหลือ เมื่อกำหนดโรดแมป เราวางโจทย์ที่สำคัญ คือ 1.ทำอย่างไรให้ GDP SMEs ไปถึง 50% 2.ทำอย่างไรให้สามารถเชื่อมต่อกับต่างประเทศ 3.ต้อง บูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ-เอกชน นี่ จึงเป็นที่มาของวาระแห่งชาติ รวมถึงการย้ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้าไปอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มค้าปลีกอื่น ๆ ด้วย
          ปัญหาอีกอย่าง คือ SMEs ผลิตแล้วไม่รู้จะขายใคร เราจึงเสนอให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้า SMEs ไทย สัดส่วน 30% ของงบฯจัดซื้อทั้งหมด หากทำได้เชื่อว่าท้องถิ่นจะเข้มแข็ง สินค้าจะขายได้ ส่วนเรื่องการเปิดตลาดต่างประเทศ เราจะหยิบ SMEs รายธรรมดาจับแต่งตัวพาไปโชว์ในงานแสดงสินค้า โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เช่น พา SMEs Proactive เพื่อให้เรียนรู้ประสบการณ์โดยเฉพาะเรื่องภาษา
แผนผลักดัน SMEs ใน 5 ปี
          สำหรับปีแรก 1.พยายามผลักดันเรื่องของการทำบัญชีเดียวให้ได้ เพื่อให้ GDP SMEs ขยับเพิ่มขึ้น หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านตอนนี้ GDP SMEs ของสิงคโปร์ มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นมาเลเซีย และไทยมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังจะแซงไทย
          2.การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เราต้องผลักดันให้ SMEs ยกระดับเรื่องของประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ ลดต้นทุน ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทั้งหมดคือสิ่งที่ เราต้องเติมเข้าไป แม้กระทั่งการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยการใช้ระบบการผลิตแบบลีน (LEAN) เป็นการผลิตที่มุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กำจัดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไปได้จริง ขณะเดียวกัน นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. คนปัจจุบันมีนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 สอดรับ กับสิ่งที่ SMI ดำเนินการและปรับเข้ากับสิ่งที่กระทรวงอุตฯกำลังทำ วันนี้ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมตื่นตัว เพราะโลกกำลังเปลี่ยน เรื่องของ Internet of Things กำลังเข้ามา หากไม่ลดต้นทุนเราจะแพ้อินโดนีเซีย ที่วันนี้ปรับตัว เราจึงเริ่มสแกน SMEs และทราบว่าตอนนี้อยู่ที่ 2.0 จากนั้นมีโจทย์ที่ต้องคิดว่า ผู้ประกอบการจะยกให้พ้น 2.0 ได้อย่างไร
          3.SMEs Innovation เราสามารถนำเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดได้ ในอดีตผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์ต่าง ๆ (OEM) โดยไม่คิดที่จะทำวิจัยพัฒนา แต่วันนี้ถ้าไม่ทำ ไม่แข่งขัน ไม่มีทางรอด เราจึงมีเรื่องของ "คูปองนวัตกรรม" รูปแบบการช่วยเหลือ คือ SMEs รายใดที่มีนวัตกรรม สามารถนำงบฯไปพัฒนาต่อได้เลยทันที เช่น มี SMEs รายหนึ่งนำเส้นไหมจริง ๆ มาทำเป็นไหมขัดฟัน เป็นต้น
          4.แหล่งเงินทุน สิ่งที่เราเสนอไปคือ สินเชื่อ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% วงเงิน 15,000 ล้านบาท วันนี้เห็นผลแล้ว บวกกับนโยบาย สินเชื่อ Policy Lone ประชารัฐ ที่รัฐมีกลไกผ่านสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาเสริมปล่อยกู้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 3.75% ถึง 4% เงื่อนไขเบื้องต้นปล่อยกู้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) บริหารกองทุน เข้ามาช่วย ผมเชื่อว่ารัฐมาถูกทางและกล้าที่จะให้เงินถึงมือ SMEs อย่างไรก็ตาม ทาง SMI เห็นว่า รัฐบาลควรมีแผนแม่บทชัดเจนและมีงบฯสนับสนุน SMEs ต่อเนื่องให้ สสว. เหมือนในหลายประเทศ มีหน่วยงานที่คล้ายกับ สสว. ซึ่งมีงบประมาณโดยเฉพาะสนับสนุน 1-1.5% ของ GDP เช่น ที่เกาหลีใต้ ได้งบฯถึง 80,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม หากวันนี้ SMEs คือหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐต้องเข้ามาช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้
          5.ความยากง่ายของการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ถึงแม้มาตรการทุกอย่างจะดีก็ตาม แต่วันนี้ขั้นตอนหลายอย่างคืออุปสรรค จึงเป็นที่มาของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ถือว่าเป็นภาพสะท้อนที่ดีว่าหลายส่วนช่วยกัน เช่น กรณีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบงก์ตอนนี้เงื่อนไขลดลง
โครงการเด่นปี 2560
ปีนี้เตรียมโครงการหลัก ๆ
1.โครงการ SMEs Spring Up เป้าหมายให้ SMEs พัฒนาและก้าวกระโดดเข้าสู่วงการผลิตอย่างเต็มรูปแบบและมีรายได้แน่นอน ผ่านการฝึกอบรมภาคการเกษตร การแปรรูปเกษตรที่เดิมไม่ได้ถูกหยิบเข้ามาอยู่ใน คำจำกัดความว่าเป็น SMEs ชัดเจน ปีที่แล้วเริ่มอบรมไป 1,000 ราย รูปแบบคือให้ SMEs สามารถวินิจฉัยตลาดได้ นอกจากนี้ต้องจับเข้ามาจดทะเบียน เพิ่มความรู้ด้านนวัตกรรม การเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างอบรมอีก 3,000 ราย จาก 10,000 ราย ที่เป็นกลุ่มเข้มแข็งมีศักยภาพ หลังจากผ่านการอบรมแล้ว นำมาพิจารณาว่ายังขาดอะไร เราจะเติมให้
2.โครงการ ASEAN SMEs Symposium โดยการเชื่อม SMEs ทั้ง 10 ประเทศมาช่วย เพราะเราโตคนเดียวไม่ได้ SMEs ไทยโต SMEs เพื่อนบ้านต้องโตด้วย
3.การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้ SMEs แลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่เน้นการขาย ของ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีมาตรการออกมาหลายอย่าง เอกชนโดยเฉพาะ SMEs จำเป็นอย่างมากที่ต้องตั้งใจปรับตัวเพื่อก้าวพาประเทศไปด้วยพร้อมกัน
ที่มา : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560
    

1-10 of 35