กกร. ย้ำความพร้อมของไทยในการเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจในเอเชียระดมความร่วมมือเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) ครั้งที่ 1/2017

โพสต์โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ประเทศไทยโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ABAC ครั้งที่หนึ่ง / 2017 ระหว่างวันที่ 19 - 23 กุมภาพันธ์ 2560 ณโรงแรมดุสิตธานีโดยมีนักธุรกิจชั้นนำเข้าร่วมกว่า 250 คนจาก 21 เขตเศรษฐกิจ อัดแน่นด้วยการประชุมและสัมมนาที่เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาธุรกิจอย่างยิ่ง

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย หนึ่งในผู้แทน ABAC Member ประเทศไทย และประธานจัดงานกล่าวว่า งานประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคพร้อมทั้งการร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะกับภาครัฐในการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในด้านการค้าและการลงทุนยิ่งไปกว่านั้นนับเป็นการประชาสัมพันธ์และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางของการทำธุรกิจในเอเชียที่มีมาตรฐานระดับโลกและร่วมส่งเสริมการตลาดของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอีกด้วย

ภายในงานประชุมยังเป็นเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและตัวอย่างผลสำเร็จของสมาชิกเอเปคเรื่องการขับเคลื่อน SEMs อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเน้นให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยเรื่องการนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อยกระดับการทำธุรกิจให้เข้ากับยุค Digital Economy

ประเด็นหารือในการประชุม ABAC 2017 เป็นการผลักดันเรื่องหลักๆ ได้แก่
1) Regional Economy Integration Working Group: เน้นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
2) Sustainable Development Working Group: เน้นการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนและทั่วถึง
3) MSME & Entrepreneurship Working Group : เน้นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน MSME และส่งเสริมความเป็นสากล
4) Connectivity Working Group: เน้นการสร้างตลาดในภูมิภาคที่ไร้รอยต่อ
5) Finance & Economics Working Group: เน้นการพัฒนาตลาดการเงินที่แข็งแกร่งและทั่วถึงโดยประเทศสมาชิกจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC Business Advisory Council: ABAC

"ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาเรื่องการยกระดับ SMEs ด้วยนวัตกรรมสอดรับกับภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตลอดจนจัดให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อธุรกิจการค้าในภูมิภาคต่างๆ และเข้าถึงรูปแบบการเงินในระบบใหม่ใหม่ภายในงานนอกเหนือจากเรื่องความรู้ที่ได้รับแล้วนั้นผู้ประกอบการยังได้มีโอกาสได้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับนักธุรกิจชั้นนำในกลุ่มประเทศสมาชิก APEC เพื่อต่อยอดทางการค้าไปจนถึงพัฒนาอุตสาหกรรมได้อีกด้วย" นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้แทน ABAC Member ประเทศไทย และประธานจัดงาน กล่าวเสริม...//

แบงก์ชาติจับตาเงินนอกทะลัก ห่วงบาทแข็ง

โพสต์โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจไทย ยุคดิจิทัลจัดโดย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ว่า ด้วยฐานะต่างประเทศของไทยที่มีความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก หนี้ต่างประเทศต่ำ และมียอดการเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมองไทยเป็นประเทศเป็น เซฟเฮเว่นหรือประเทศที่มีความปลอดภัยในการลงทุนสูง 
ด้วยภาวะแบบนี้ ทำให้มีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาพักในไทยค่อนข้างมาก ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้เราต้องคอยประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด” 

ย้ำธปท.มีเครื่องมือดูแลทุนไหลเข้า 
นายวิรไท กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางสมัยใหม่ทั่วโลก จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่หลากหลายในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกำกับดูแลผ่านระบบสถาบันการเงิน(แม็คโครพรูเด็นเชียล) หรือมาตรการกำกับเงินทุนเคลื่อนย้าย หากเห็นว่าบางช่วงมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าประเทศมาก จนไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางเหล่านี้ก็สามารถนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ดูแลได้ 

นอกจากนี้ นายวิรไท กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ดังนั้นค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวได้ในทั้ง 2 ทิศทาง ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบมาได้ทั้งจากปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ 

จะเห็นว่าปลายปีที่แล้วหลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่พอทรัมป์ ทวิตข้อความว่าไม่ต้องการเห็นเงินดอลลาร์แข็งค่ามากเกินไป เงินดอลลาร์ก็กลับมาอ่อนค่า จึงเห็นได้ว่าค่าเงินมีโอกาสที่จะแกว่งตัวได้ในทั้งสองทิศทาง ดังนั้นเราไม่ควรประมาท ควรปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ และการปิดความเสี่ยงดังกล่าวถือเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกคน เพราะแบงก์ชาติทำได้เพียงช่วยชะลอความผันผวนได้ในบางช่วงเวลาเท่านั้น” 

เศรษฐกิจฟื้นกระจายตัวมากขึ้น 
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายวิรไท กล่าวว่า เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กระจายตัวมากขึ้น ซึ่งปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง แต่ปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ เริ่มดีขึ้น และราคาสินค้าเกษตรหลายตัวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย ช่วยให้เศรษฐกิจในภาคชนบทได้อานิสงส์ดังกล่าว 

ปลายปีที่แล้วเราได้รับผลกระทบจากบรรยากาศที่คนไม่พร้อมจับจ่ายใช้สอย และผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์จีนผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไตรมาส 4 บ้าง แต่ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีกว่าคาด และยังพบการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นด้วย” 
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกของไทย ก็ถือว่าฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากขึ้น ทั้งในเชิงสินค้าและประเทศคู่ค้า อาจมีเพียงตลาดในตะวันออกกลางที่ยังไม่สู้ดีนักจากราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำ ขณะเดียวกันถ้าดูการส่งออกของประเทศอื่นในภูมิภาคก็เริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ดีเช่นกัน 

ส่วนการลงทุนของภาครัฐ ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยถือว่าโชคดีที่ฐานะการคลังมีความเข้มแข็งเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถใช้นโยบายการคลังดูแลเศรษฐกิจได้ การที่ภาครัฐทำนโยบายขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มเติม ก็เป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง 

ตอนนี้โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประมูล หลังจากนี้เชื่อว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนได้ ความชัดเจนก็น่าจะมากขึ้น” 

ทั้งนี้ ธปท. ยังเตรียมทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 ในเดือน มี.ค.นี้ จากที่คาดการณ์ไว้ขยายตัว 3.2% มาจากการขับเคลื่อนของภาครัฐเป็นสำคัญ ซึ่งโดยปกติจะมีการทบทวนปีละ 4 ครั้ง 

ธปท.ชี้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น 

นายวิรไท กล่าวด้วยว่า ในส่วนของดอกเบี้ยตลาดเงินนั้น หลังจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ดอกเบี้ยในตลาดการเงินก็มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวขึ้นด้วย จึงมองว่าดอกเบี้ยตลาดเงินน่าจะพ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่การปรับเพิ่มขึ้นคงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป 

ส่วนเรื่องเงินคงคลังที่หลายคนมีความกังวลนั้น ต้องบอกว่าเงินคงคลังเปรียบเหมือนบัญชีกระแสรายวัน เมื่อต้องการใช้เงินก็กู้เงินมาไว้ในบัญชีดังกล่าว ซึ่งระยะหลังกระทรวงการคลังเปลี่ยนนโยบายไม่ต้องการกู้เงินมากองไว้ เพราะมีต้นทุนจึงทำให้ในบางช่วงระดับเงินคงคลังปรับลดลง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และที่บอกว่ารัฐบาลถังแตก แต่ถ้าดูเงินสำรองระหว่างประเทศจะเห็นว่า ปัจจุบันของไทยมีสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก 

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ระดับต่ำ และไม่ได้เป็นแค่เฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก อีกทั้งธุรกิจใหม่ที่เข้ามา ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคที่ใช้เงินลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม 
 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560

แถลงข่าวการประชุม กกร. เดือนกุมภาพันธ์ 2560

โพสต์7 ก.พ. 2560 21:03โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ที่ประชุม กกร. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 มีความเห็นว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจโลกสะท้อนโมเมนตัมการฟื้นตัวในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประเมินของ IMF ล่าสุดที่ปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2560 ของหลายประเทศหลักทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และจีน อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า ยังต้องต้องติดตามแนวนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในโลก รวมทั้งทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนต้องติดตามการเลือกตั้งของหลายประเทศในยุโรป และการเจรจาเพื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (BREXIT) นอกจากนี้ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนตามปริมาณอุปทานของผู้ผลิตหลัก ทั้งกลุ่มโอเปก รัสเซีย และสหรัฐฯ อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางต่างๆ ทั้งนี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น 10 basis points ซึ่งเป็นการใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วกว่าที่คาด เพื่อชะลอการก่อหนี้และน่าจะช่วยบรรเทาภาวะเงินทุนไหลออก โดยคาดว่า ในระยะถัดไป ทางการจีนอาจจะเพิ่มน้ำหนักการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจในปี 2560 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ราว 6.5%
 
สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น ด้วยอานิสงส์จากโมเมนตัมของเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะเป็นแรงส่งให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในปี 2560 โดยประเมินว่า การส่งออกอาจขยายตัว 1.0-3.0% ขณะเดียวกัน สัญญาณเชิงบวกจากเครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงต้นปี อาทิ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัว เมื่อประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะหลังการผ่านงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 (งบกลางปี) จำนวน 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มเบิกจ่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยในปี 2560 ปรับตัวดีขึ้นจากในปี 2559 ทั้งนี้ เนื่องจาก กกร.ได้มีการคำนึงถึงผลกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางปีไว้แล้ว จึงเห็นควรคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% ตามเดิม
 
ในโอกาสที่ผู้แทน กกร. ได้แก่ นายเจน นำชัยศิริ  ประธาน กกร. และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  นายกอบศักดิ์  ดวงดี  เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมคณะของ ดร.สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ โดยได้ เข้าพบ นายติน จ่อ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาแห่งรัฐ เมื่อวันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2560  นั้น  ภาคเอกชนทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วย สภาธุรกิจไทยเมียนมา สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นถึง 16 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ภายใต้ชื่อว่า Growing together Myanmar-Thai Business Partnership MOU signing Ceremony 2560 โดยมีสักขีพยานจากผู้นำภาครัฐของทั้ง 2 ประเทศ เป็นการสื่อถึงความร่วมมือที่จะพัฒนาและเติบโตร่วมกันและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถแบ่งกลุ่ม MOU ออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 Growing Together in SME Development Training and Inspiring เพื่อพัฒนาบุคคลากรและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ SMEs  รวม 5 ฉบับ

1. ความตกลงระหว่างศูนย์อาเซียน (FACT) สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา (UMFCCI) และ ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งจะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

2. ความตกลงระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย และ สภาหอการค้าของเมียนมา(UMFCCI) ที่จะร่วมกันอบรมให้ความรู้และพัฒนา นักธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

3. ความตกลงระหว่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ UMFCCI ที่จะส่งเสริมให้ SMEs มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ความตกลงระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย และธนาคาร KBZ ที่จะสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการค้าชายแดน

5. ความตกลงระหว่าง 3 บริษัท คือ บ.Mushroom  บ. 360 solution และ บ.JBN global ที่จะสร้างความร่วมมือในสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านรายการ Young Billionaire 

กลุ่มที่ 2 Growing Together in Industry Foundation Development รวม 4 ฉบับ

1. ความตกลงร่วมมือระหว่าง PAN group และ Apexworld  ในการสร้างโรงงานรองเท้าแห่งแรกในเมียวดีที่ร่วมกันใช้ความได้เปรียบของทั้ง 2 ประเทศ โดยอาศัยสิทธิพิเศษ และ แรงงานในเมียนมา และอาศัยความรู้ด้านการผลิต การตลาดจากประเทศไทย

2. ความตกลงร่วมมือระหว่าง การนิคมแห่งประเทศไทย กับ  Ayarawaddy Development Public ในการพัฒนาท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรมเมืองปะเต็ง ซึ่งเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุดิบ

3. ความตกลงร่วมมือระหว่างบริษัทมิตรผล และ บริษัท Su Tech Engineering ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลเต็มรูปแบบในเมียนมา

4.  ความร่วมมือระหว่างบริษัท FT Energy กับ บริษัท Delco เพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องพลังงานและ โครงสร้างพื้นฐานในเมียนมา

กลุ่มที่ 3 Growing Together In Human Capacity Development รวม 4 ฉบับ

1. ความตกลงระหว่างสภาอุตสาหกรรมฯ และ Myanmar Industries Association (MIA) ในการพัฒนาศักยภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมทุกระดับ

2. ความตกลงระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และ สมาคมธนาคารเมียนมา MBA ในการพัฒนาศักยภาพคนด้านการธนาคาร

3. ความตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ UMFCCI ในการพัฒนาศักยภาพของด้านการค้าการตลาด

4. ความตกลงระหว่าง โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และ Global  Assistant ในการยกระดับศักยภาพการรักษาพยาบาลของเมียนมา

กลุ่มที่ 4 Growing Together to Leap to Digital Economy เพื่อที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจดิจิตอลไปด้วยกัน รวม 3 ฉบับ

1.ความตกลงระหว่าง สถาบันรหัสสากล  สภาอุตสาหกรรมฯ (GS1 Thailand) กับ MIA ในการนำเทคโนโลยี Barcode ในการติดตามและค้นหาสินค้าไปใช้อย่างเต็มที่ในเมียนมา

2. ความตกลงระหว่างกลุ่ม IT สภาอุตสาหกรรมกับ UMFCCI ในเรื่องมาตรฐานการพัฒนา Software ซึ่งไทยได้พัฒนาจนได้รับมาตรฐาน ISO เพื่อทำให้การพัฒนาระบบ Software มีมาตรฐานสากล

3. ความตกลงระหว่าง T2P กับ City Mart Group ในการสร้าง E-wallet และ E-gift Platform

นอกจากนี้ยังมีการประชุมหารือใน  5 กลุ่มย่อยคือ 1) การค้าชายแดน และ Logistics 2) อุตสาหกรรม 3) พลังงาน 4) เกษตรกรรม การประมง และการเพิ่มมูลค่า และ 5) ท่องเที่ยว

โดย 5 กลุ่มย่อยนี้มีการกำหนดการประชุมครั้งต่อไปผ่านระบบ Video Conference ในเดือนมีนาคม 2560 และประชุมต่อเนื่องในทุกๆเดือนเพื่อที่จะก่อให้เกิดการร่วมมือกันอย่างยั่งยืนเป็นระบบที่ชัดเจนต่อไปในอนาคต  การประชุมจะประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายเมียนมาคือ นักธุรกิจเมียนมา (UMFCCI)  ฝ่ายไทย คือนักธุรกิจไทยตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผ่านทางสภาธุรกิจไทย เมียนมา รวมทั้งนักธุรกิจไทยในเมียนมา(TBAM), ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมด้านอุตสาหกรรม และ พลังงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพด้าน เกษตร ประมง และท่องเที่ยว สำหรับการค้าชายแดนทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหลัก และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วม...//

มาตรการกระตุ้นภาครัฐต่อเนื่อง ช่วยหนุนลงทุนเอกชนปี 2560 โต 2.8%

โพสต์7 ก.พ. 2560 20:36โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ที่คาดว่าจะโตได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ปี 2559 ประมาณการที่ร้อยละ 3.3) ยังคงได้รับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่อัตราการขยายตัวของปัจจัยดังกล่าวอาจจะมีทิศทางชะลอตัวลงตามขนาดของฐานที่ใหญ่ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนกลับถูกมองว่าจะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนเสริมของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การลงทุนภาคเอกชนในปี 2560 จะเติบโตดีขึ้นที่ร้อยละ 2.8 จากปีก่อนหน้าที่อาจขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5

การลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นการลงทุนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนเอกชนในปี 2560

1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของภาครัฐที่กระจายการก่อสร้างไปยังภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วนปี 2559 (Action Plan) ในโครงการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2560 นั้น ในหลายโครงการมีการกระจายการก่อสร้างไปยังตามภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน-นครราชสีมา สายบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงลพบุรี-ปากน้าโพ ซึ่งการกระจายตัวของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามมาในพื้นที่ต่างๆ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานตัดผ่าน ทั้งนี้ ในระยะแรก การลงทุนภาคเอกชนน่าจะอยู่ในหมวดก่อสร้างเป็นหลัก

2. มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐที่ต่อเนื่องมาจากปี 2559 จะเป็นปัจจัยเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยเงื่อนไขการหักลดหย่อนภาษีจะต้องมีการลงทุนจริงภายในปี 2560 แต่โครงการลงทุนไม่จำเป็นต้องเสร็จในปีนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่เงื่อนไขการหักลดหย่อนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเป็น 1.5 เท่า

3. การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น จากภาพรวมการใช้กำลังการผลิตในประเทศในปี 2559 ยังคงอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (ระดับใกล้เต็มกาลังการผลิต) ทำให้การผลิตในประเทศสามารถรองรับการขยายตัวดีกว่าที่คาดของการส่งออกได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในเดือนพฤศจิกายน 2559 ในหลายอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกเติบโตเป็นบวกมีระดับการใช้กำลังการผลิตอยู่สูงกว่าร้อยละ 80 สะท้อนให้เห็นว่า หากการส่งออกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในอาจจะมีความจำเป็นในบางอุตสาหกรรม เช่น
ไก่สดและแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

4. การพิจารณาเร่งลงทุนในช่วงก่อนที่ดอกเบี้ยจะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น จากทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นถึง 3 ครั้งในปี 2560 นี้ จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่จะต้องเผชิญทิศทางการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังมีช่องว่างที่สามารถยืนระดับไว้ที่ร้อยละ 1.50 ตลอดปี 2560 เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หากแต่ระยะถัดไปในปี 2561 Fed จะมีการรักษาจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศไทย ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนการลงทุนที่แพงขึ้น

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นมองว่า การลงทุนที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการลงทุนในประเทศหรือเป็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตจากการลงทุนที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDIs) รวมทั้งการลงทุนของธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายตลาดต่างประเทศในบางภูมิภาค ยังได้รับผลกระทบจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และ การเจรจา Brexit ทำให้การตัดสินใจในการลงทุนอยู่ในภาวะชะงักงัน ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า แต่หากสหรัฐฯ มีการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับจีน ผลกระทบจะเชื่อมโยงมายังไทยด้วยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของจีน ซึ่งคงต้องติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้นตามลำดับ

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (วันที่ 25 มกราคม 2560)

พาณิชย์เตรียมปรับยุทธศาสตร์การค้า รับนโยบาย 'ทรัมป์'

โพสต์7 ก.พ. 2560 20:25โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
"พาณิชย์" เตรียมปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่ หลังประเมินนโยบาย "ทรัมป์" กระทบการค้าโลกฉุดส่งออกไทยทางอ้อม พร้อมหา พาร์ทเนอร์ชิพรองรับผลกระทบนโยบายแข็งกร้าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังสร้างความวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งต่อการเมืองโลกและเศรษฐกิจ หลังจากได้ผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายการค้าการลงทุนของสหรัฐ ซึ่งกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสาคัญในเวทีการค้าโลก และส่งผลกระทบต่อการค้ากับประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐโดยตรง โดยเฉพาะจีนและเม็กซิโก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ และผลกระทบทางอ้อมกับไทย ในฐานะประเทศคู่ค้าของจีน
 
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ได้จัดทำแผนประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่หันมาประกาศใช้นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First)” ซึ่งเน้นการปกป้องชาตินิยม โดยการตัดสินใจด้านต่างๆ ทั้งภาษี คนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อชาวสหรัฐฯ จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับไทยทางตรง หากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จะส่งผลให้ส่งออกสินค้าหลักของไทยมีแนวโน้มลดลง ทั้งสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า (HS85) และเครื่องจักร เครื่องใช้เครื่องกล (HS84) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนส่งออกรวมกันถึง 31.5%ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย
ผลกระทบทางอ้อม จะทำให้ไทยส่งออกไปจีนและประเทศที่พึ่งพาจีนสูงลดลง โดยเฉพาะสินค้าในหมวด HS85 ที่ส่งออกไปจีนและตลาดที่พึ่งพาจีนรวมกันประมาณ 50% ของการส่งออกสินค้า ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการค้า อาทิ ค่าเงินผันผวน ทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น หากธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ย โดย สนค.ประเมินว่าทิศทางการค้าระหว่างไทยสหรัฐฯ หลังจากนี้จะเน้นหลักไปที่การเจรจา 2 ฝ่ายโดยตรง จับตาการพิจารณาจีเอสพี
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า การที่ทรัมป์ประกาศนโยบายปกป้องการค้า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยและต้องจับตาคือประเด็นในเรื่องของสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่จะต้องดาเนินการต่อความร่วมมือทุกปีอาจจะมีการพิจารณาใหม่หรือไม่ ซึ่งตามกำหนดข้อตกลงที่มีกับไทยจะหมดกรอบความร่วมมือในวันที่ 1 ..2561 นอกจากนี้กรณีที่สหรัฐฯ ยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกการค้า (ทีพีพี)สิ นค้าได้รับผลกระทบคือ รถยนต์ที่ส่งออกทั้งคันเนื่องจากสหรัฐ เคยนำเข้ารถยนต์กว่า 80% และอาจจะหันมาผลิตเองในประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลทางการค้าเพื่อเตรียมหารือความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ ระดับรัฐมนตรี (TIFA) ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน เม..นี้
"ตอนนี้ไทยก็ยังมีเวที TIFA อยู่ อีกทั้งเรายังจะไปโฟกัสการทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซป ซึ่งจะทำให้การค้า การบริการ และการลงทุนดีขึ้น" สาหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2559 อยู่ที่ 36,553 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 24,495 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 11.4% ของมูลค่าการส่งออกรวม ขยายตัว 1.82% และเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอันดับ 1 หากเทียบเป็นรายประเทศ ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 12,058 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 6.2% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ชะลอตัวลง 13.03% และเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยอันดับที่ 3 หากเทียบเป็นรายประเทศ โดยไทยเกินดุลการค้าสหรัฐ อยู่ที่มูลค่า 12,437ล้านดอลลาร์ ส่วนปีนี้ ประเมินส่งออกในสหรัฐฯ คาดว่าจะยังคงขยายตัวอยู่ในกรอบ 10%
เร่งยุทธศาสตร์"พาร์ทเนอร์ ชิพ" นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ มีนโยบายสั่งการให้พิจารณาแผนการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ(พาร์ทเนอร์ ชิพ) ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่เกิดขึ้นได้เร็ว ผ่านการทำข้อตกลงต่างๆ ที่คู่ค้าเห็นสนควรในผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกประเทศที่จะเข้าไปแลกเปลี่ยนการค้า เบื้องต้นกำหนดเป็น อังกฤษ สหรัฐ เมียนมา และอิหร่าน เป็นต้น
"นโยบายการทาพาร์ทเนอร์ ชิพ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนการค้าที่เกิดขึ้นจากการประชุมของประเทศคู่ค้าทั้งสองฝ่าย เป็นการจับมือแบบไม่ผูกมัด มีข้อดีตรงที่สองประเทศสามารถพิจารณาถึงประโยชน์ที่ตนต้องการได้รับ" แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รมว.พาณิชย์ จะแถลงแผนยุทธศาสตร์ส่งออกปี 2560 ที่จัดทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้รวมการประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และผลกระทบ เบร็กซิท เพื่อผลักดันให้ส่งออกของไทยปี 2560 เป็นไปตามเป้าขยายตัว 3%
 
นะป้องกันความเสี่ยงชี้โลกผันผวนหนัก นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วขณะนี้คือความไม่แน่นอน ความไม่มั่นใจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้เกิดความผันผวนด้านต่างๆ เช่น ตลาดเงิน "หากนโยบายออกมา ลักษณะสุดขั้วแบบที่คาดการณ์กัน จะเป็นผลเสียกับสหรัฐเอง เพราะวันนี้สหรัฐไม่ได้ค้าเสรีอีกต่อไป แต่เป็นความพยายามสร้างการกีดกันทางการค้า ทั้งที่สหรัฐเติบโตมาได้ด้วยการค้าเสรีในช่วงที่ผ่านมา" สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงขณะนี้คือ การทำการค้าในบรรรยากาศของความไม่แน่นอน ทำให้การทำธุรกิจแบบปกป้องความเสี่ยงต้องเข้มข้นมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา แต่จะกลัวจนไม่ทำอะไรเลยคงไม่ได้ ธุรกิจการค้าต้องดำเนินต่อไป การเฝ้าตามอย่างใกล้ชิดและไม่ประมาทเป็นคำตอบของสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ ส่วนประเด็นความตกลงทางการค้า แม้สหรัฐจะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปิดเจรจาการค้ากับประเทศใดบ้าง แต่ไทยเองก็ควรเดินหน้าเจรจากรอบความตกลงการค้าที่มีอยู่ เช่น เอฟทีเอไทยปากีสถาน หรือ
แม้แต่เอฟทีเอไทยอังกฤษ เพราะข้อตกลงทางการค้าที่ไทยมีอยู่จะช่วยถ่วงดุลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
 
สรท.ชี้การค้าโลกเสี่ยงสูงขึ้น นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า นโยบายทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสงครามการค้ากับประเทศต่างๆ ส่งผลให้การค้าโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น "ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้เรียกบริษัทชั้นนำทุกด้าน เช่น ไนกี้ เข้าไปหารือที่จะดึงการลงทุนการสร้างงานกลับประเทศ ก็อาจทำให้สินค้าเหล่านี้ย้ายไปผลิตในสหรัฐ ล่าสุดจากการพูดคุยกับบริษัทนุ่งห่มรายหนึ่งที่ผลิตชุดสูทมีมูลค่าสูง ยอดขายไปสหรัฐลดลงถึง 10% เพราะดึงไลน์การผลิตกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้" ทั้งนี้ในไตรมาส 1 ยอดส่งออกไปยังสหัฐอาจจะเพิ่มขึ้น เพราะมีผู้นำเข้าบางรายเร่งนำเข้าไปก่อนในช่วงนี้ เพราะไม่มั่นใจในนโยบาย ทรัมป์ แต่หลังจากไตรมาส1 หากสหรัฐมีนโยบายที่จะดึงการลงทุนกลับประเทศอย่างเข้มข้น ยอดการส่งออกของสินค้าไทยไปยังสหรัฐอาจจะลดลง หากจีนกับสหรัฐทาสงครามการค้ารุนแรง จุดยืนไทยจะอยู่ตรงไหน ไทยจะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างดีที่สุด หากหนักไปทางฝ่ายใดก็จะได้รับผลกระทบทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
 
หวั่นสหรัฐเพิ่มมาตรการรุนแรงขึ้น ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) กล่าวว่า ไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งสินค้าไปยังจีน เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกไปจีนสูงถึง11% ของการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะวัตถุดิบการเกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากมองโดยรวมแล้วผลกระทบด้านบวก และลบ จะใกล้เคียงกันทำให้ไทยได้รับผลกระทบไม่มากในขณะนี้ "ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กไม่ใช่คู่ปรับโดยตรงของสหรัฐ แต่หากบางอุตสาหกรรมที่เขาสู้ไทยไม่ได้ ก็อาจจะถูกร้องเรียนและถูกกีดกันได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎหมายควมคุมมาตรฐานทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องแรงงานประมงอย่างเต็มที่ ก็จะช่วยลดความรุนแรงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐได้"

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (6 ก.พ. 60)

สรรพสามิตปัดฝุ่นแผนรีดภาษี พุ่งเป้า "กลุ่มชาเขียว-กาแฟ-สิ่งแวดล้อม"

โพสต์17 ม.ค. 2560 04:25โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายกรมหาทางจัดเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น กรมก็จะดำเนินการทบทวนการ เก็บภาษีตัวใหม่ที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพและ ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมประมาณ 3-4 สินค้า ที่เคยศึกษาไว้แล้วที่ผ่านมา มาพิจารณารายละเอียดใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และส่งให้กระทรวงการคลัง พิจารณา พร้อมเสนอฝ่ายนโยบายเห็นชอบต่อไป
สำหรับภาษีที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพที่เคย ศึกษา คือ การเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟชงสำเร็จรูป ที่มีเพิ่มขึ้นอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเรื่องของความหวานที่ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ และกฎหมายภาษีสรรพสามิตที่กำลังมีผลบังคับใช้ จะมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มใหม่ ที่มีการคิดภาษีทั้งด้าน ราคา และด้านปริมาณความหวาน โดยภาระภาษีด้านไหนมากกว่ากันก็ให้เก็บด้านนั้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณความหวานในเครื่องดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ในส่วนของเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟสำเร็จรูปนั้น ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมีเหตุผลว่ามีการสนับสนุนภาคการเกษตร ผู้ประกอบการซื้อใบชา และเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร ซึ่งกรมสรรพสามิตจะศึกษาให้ยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าว เพราะพบว่ามีส่วนผสมจากวัสดุทางการเกษตรน้อย
นายสมชาย กล่าวว่า ในส่วนของการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมากรมจะทบทวนการเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด เนื่องจากกระทบกับสิ่งแวดล้อม กำจัดยาก ใช้เวลาย่อยสลายเป็นเวลานานนับหลาย 10 ปี ซึ่งภาษี ทั้งหมดกรมได้ศึกษาเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แค่มาทบทวนใหม่ให้รอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะส่ง ให้กระทรวงการคลังพิจารณาได้ สำหรับการเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟชงสำเร็จรูป รวมถึงการเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น คิดเป็น เงินภาษีไม่ได้มาก แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ เพราะเป็นการรักษาสุขภาพประชาชน และรักษาสิ่งแวดล้อม ที่ยิ่งนานวัน ยิ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า นอกจากเก็บภาษีใหม่แล้ว กรมยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยการปราบปรามสินค้าปลอมและเลี่ยงภาษี รวมถึง กฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ จะทำให้การเก็บ ภาษีของกรมรั่วไหลน้อยลง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของกรมเพิ่มมากขึ้น
อนึ่ง สำหรับการจัดเก็บรายได้รัฐ 3 เดือนแรกปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม-ธันวาคม 2559) จัดเก็บได้ 5.5 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.2% รายได้ที่จัดเก็บเกินกว่า เป้าหมายมาจากรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้มากกว่าเป้าหมายถึง 1.1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นำส่งรายได้ มากถึง 1.2 หมื่นล้านบาท
สำหรับการจัดเก็บรายได้ 3 กรมภาษี กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 3.66 แสนล้านบาท เกินกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท กรมสรรพสามิตจัดเก็บ 1.32 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2 พันล้านบาท กรมศุลกากรจัดเก็บ 2.5 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านบาท
"ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนแรกกรมจัดเก็บภาษี รายได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากโดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภค เหล้า บุหรี่ น้อยลง แต่ในเดือนธันวาคม การจัดเก็บรายได้ 3 กรม เริ่มกลับมาดีขึ้น คาดว่าทั้งปีการจัดเก็บรายได้ยังเป็น ไปตามเป้าหมาย ขณะนี้ยังเหลือเวลาจัดเก็บอีก 8-9 เดือน"
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

"โออีซีดี - เวิลด์แบงก์" มองจีดีพีโลกขยายตัว

โพสต์9 ม.ค. 2560 03:57โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
 
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จัดทำรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ระบุว่าปี 2560 จะได้เห็นเศรษฐกิจโลกขยายตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการทางการคลังของหลายประเทศที่นำมาใช้เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
 
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าและการลงทุนอาจจะยังแผ่วบาง เนื่องจากกระแสการกีดกันทางการค้าที่ก่อตัวมากขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งที่ได้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เขาคนนี้มี นโยบายปกป้องแรงงานภายในประเทศ และพร้อมจะก่อกำแพงภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ทุ่มตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯภายใต้นโยบายของผู้นำคนใหม่ และเกี่ยวกับตลาดยุโรปจากกระบวนการถอดถอนอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ล้วนเป็นปัจจัยลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้
แต่กระนั้นสิ่งที่ทำให้โออีซีดีมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในทิศทางบวก โดยคาดว่าจะขยายตัวในอัตราถึง 3.3% (เพิ่มขึ้นจากเดิมประเมินไว้ในเดือนกันยายน 2559 ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.2%) ก็คือ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการคลังที่หลากหลายและมาตรการที่เกื้อหนุนการค้า เชื่อว่าความพยายามเหล่านี้จะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องไปในปี 2561 ซึ่งโออีซีดีมองว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะมีการขยายตัวถึง 3.6% และเป็นการหลุดพ้นออกจาก "กับดักการเติบโตอัตราต่ำ" หรือ low-growth trap ในที่สุด
สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ กระแสการกีดกันทางการค้าและตอบโต้กันด้วยสงครามการค้าอาจจะส่งผลบั่นทอนผลลัพธ์เชิงบวกที่ได้จากมาตรการการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศคู่กรณีอาจจะต้องเผชิญกับภาวะไม่สมดุลทางการคลังได้หากควบคุมสถานการณ์ไม่ดีพอ
ประเทศที่โออีซีดีมองว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตรา 2.3% ในปี 2560 และจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3% ในปี 2561 คือสหรัฐอเมริกา เพราะหากรัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าลงมือทำตามแผนที่ให้สัญญาไว้ก่อนและหลังการเลือกตั้ง นั่นจะหมายถึงการขยายเพดานหนี้เพื่อเพิ่มการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสาธารณะอื่นๆ ขณะที่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีรายได้นิติบุคคลมีการปรับลดลง ส่วนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียอย่างญี่ปุ่น จะมีการขยายตัวที่ระดับ 1% (มากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้เดิมที่ 0.7%) แต่ในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวน้อยลงที่ 0.8% เท่านั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯและจีน โออีซีดีให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ธนาคารกลางของญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ควรจะดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย (คิวอี) ต่อไปก่อนจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายผลักดันเงินเฟ้อให้ได้เกิน 2% ตามที่วางไว้
 
ทางด้านประเทศกลุ่มยูโรโซน (สมาชิก 19 ประเทศ) เศรษฐกิจภาพรวมในปี 2559 คาดว่าจะเติบโตที่อัตรา 1.6% และโตต่อเนื่องที่ 1.7% ในปี 2561 ขณะที่อังกฤษซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการแยกตัวออกไปจากอียู คาดว่าเศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัวที่อัตรา 1.2%ในปีนี้ก่อนจะปรับลดลงเหลือเพียง 1% ในปี 2561
 
ในส่วนของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในระดับ 3.1% ในปี 2559 จะเพิ่ม สปีดการเติบโตในระดับ 3.4% ในปี 2560 นี้ ไอเอ็มเอฟประเมินสถานการณ์โดยคำนึงถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณี Brexit และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้
ขณะที่จีนเองก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากอานิสงส์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ประเทศอื่นๆในเอเชียกลับเผชิญสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกันไป ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มดาวรุ่งตลาดเกิดใหม่รวมทั้งอินเดียยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผิดกับประเทศในแอฟริกาแถบทะเลทรายซาฮารา ที่เศรษฐกิจลดวูบลงมาก
ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ คาดหมายจีดีพีโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 2.4% ในปีที่ผ่านมาเป็น 2.8% ในปี 2560 การเติบโตที่ยังแผ่วบางในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปริมาณการค้าโลกที่ยังชะลอตัว และเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าน้อยลง ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในปีระกาจะขยายตัวในอัตราไม่สูงนัก นายจิม ยอง คิม นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมอาจขยายตัวเพียง 0.4% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า
"ท่ามกลางบริบทที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอแต่เครื่องมือของภาครัฐที่จะนำมาใช้ลดทอนแรงกระทบลดน้อยลง การปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจก็ยิ่งเป็นภารกิจที่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน" ผู้บริหารของธนาคารโลกยังกล่าวต่อไปว่า หลายประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ราคากำลังตกต่ำลง) จำเป็นต้องปรับตัว
"ราคาสินค้าส่งออกที่ตกต่ำลงมีผลฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเหล่านี้เป็นอย่างมาก และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่รัฐบาล แต่ละประเทศจะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ดังนั้นเพื่อให้สามารถกระจายความมั่งคั่งและแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ภาครัฐจำเป็นต้องนำนโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกๆ ด้านมาใช้"
 
ที่มา : นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2560
 

ส.อ.ท. นำร่อง 50 โรงงาน ดันเข้าอุตสาหกรรม 4.0

โพสต์27 ธ.ค. 2559 00:56โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.


ส.อ.ท. เตรียมคัดเอสเอ็มอี 200 โรงงาน พร้อมส่งทีมงานวิเคราะห์ฯ ยกระดับกระบวนการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติ ก่อนคัดเหลือ 50 โรงงาน นำร่องสู่อุตสาหกรรม 4.0 เห็นผลในปี 2561 คาดใช้งบโรงงานละ 1.6 ล้านบาท

นายขัติยา ไกรกาญจน์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2560 ส.อ.ท.เดินหน้า ขับเคลื่อน "ยุทธศาสตร์และโรดแมพ" ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเข้มข้น โดยจะเริ่มดำเนินโครงการระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดทำระบบอัตโนมัติ (ออโตเมชั่น) ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0 ไปสู่อุตสาหกรรม 3.0 ก่อน พัฒนาสู่อุตสาหกรรม 4.0 เต็มรูปแบบ

นายขัติยา กล่าวว่า โครงการระยะที่ 2 จะเป็นความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ส.อ.ท. จะคัดเลือกโรงงานที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0 จำนวน 200 ราย ที่ต้องการยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ขณะที่ สกว. และสวทช. จะร่วมกันฝึกอบรมนักวิเคราะห์ และ ส่งเข้าไปประเมินโรงงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการต่างๆในแต่ละโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ

"ส.อ.ท. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการร่วมกับ สกว.และสวทช. เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งการจัดหางบประมาณสนับสนุน ที่คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณราว 2 ล้านบาท หรือ 1 หมื่นบาทต่อโรงงาน และการจัดหานักวิเคราะห์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินโรงงาน ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมอย่างดี เพราะเป็นการเข้าไปพัฒนาเครื่องจักร ไม่ใช่การพัฒนาคน โดยตอนนี้ มีผู้ประกอบการสนใจหลายกลุ่ม เช่น ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ ยาง อาหาร และไบโอเคมี คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มดำเนินได้ในช่วงปลายเดือนก.พ.ปี 2560"

 อย่างไรก็ตาม หลักจากทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกครบ 200 รายแล้ว จะ คัดเลือกโรงงานที่มีศักยภาพจำนวน 50 ราย จัดทำโครงการต้นแบบพัฒนาระบบกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ ต่างๆ ในแต่ละโรงงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ หรือยกระดับจากอุตสาหกรรม 2.0 ไปสู่ อุตสาหกรรม 3.0 โดยขั้นตอนนี้ จะต้องใช้งบประมาณราว 1.6 ล้านบาทต่อโรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องออกค่าใช้จ่าย 50% ในการจัดซื้อเครื่องจักร เพื่อปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย ส่วนภาครัฐจะช่วยสนับสนุนงบประมาณ 50%ในการส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปร่วมพัฒนาระบบ กระบวนการผลิต

นายขัติยา กล่าวว่า ตามแผนนี้ในช่วงปลายปี 2560 จะเห็นการยกระดับโรงงานจากอุตสาหกรรม2.0 ไปสู่อุตสาหกรรม 3.0 ได้ และจะเห็นผลในปี 2561 ที่สะท้อนผ่านรายได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่ล้มหาย ตายจาก ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะขยายผลเพิ่มเติมในปีต่อไป โดยจะเน้นในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่กว่า 50%ยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0  ส่วนโรงงานขยายใหญ่ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรม3.0 สามารถดำเนินการ ยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้เอง โดยในปี 2560 การผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 จะมีบทบาทมากขึ้น หลังจากมีการจัดตั้งคณะประชารัฐชุดใหม่ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะมี กิจกรรมออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะโครงการระยะที่ 1 ที่เป็นการส่งแบบสอบถามให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. ประเมินโรงงานตนเองว่า อยู่ในอุตสาหกรรมระดับใดนั้น ล่าสุด มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 140 ราย ซึ่ง ส.อ.ท. จะขยายผลโดยส่งแบบสอบถามกระจายให้ครอบคลุมจำนวนสมาชิกมากขึ้นหรือให้ได้ 1,000 ราย ในปี 2560 ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับโครงการระยะที่ 2

สำหรับยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปสู่ 4.0 ตั้งเป้าหมายในการยกระดับ อุตสาหกรรม 4.0 ในปี 2568 โดยจะเร่งยกระดับอุตสาหกรรม 2.0 เป็นอุตสาหกรรม 3.0 ภายใน 5 ปีเริ่มดำเนินการ ในปี 2560...//

ที่มา : นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส.อ.ท. หวัง ธปท. ดูแลค่าเงินบาทปี' 60 'หนุนเพิ่มขีดแข่งขันการส่งออกไทย'

โพสต์25 ธ.ค. 2559 18:44โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.


"ส.อ.ท." หนุน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทปี 2560 ใกล้ชิดหลังแนวโน้มอ่อนค่าลงแต่ยังน้อยกว่าภูมิภาค หวังให้ใกล้เคียงเพื่อการแข่งขันด้านการส่งออก  แนะเอสเอ็มอีเร่งลดต้นทุนเหตุแนวโน้มน้ำมันราคา วัตถุดิบ ค่าแรงสูงขึ้น

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาห- กรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 2560 เอกชนยังคงต้องติดตามค่าเงินบาทใกล้ชิดหลังจากช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางอ่อนค่าแต่ภาพรวมยังคงแข็งค่ากว่าภูมิภาคเล็กน้อยโดยเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดูแลใกล้ชิดและหากเป็นไปได้ขอให้ค่าเงินบาทของไทยใกล้เคียงกับภูมิภาคเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออก

"ธปท.ขณะนี้ก็ดูแลใกลัชิดนะ แต่ก็ต้องยอม รับว่าหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ระหว่าง 0.50-0.75% ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางที่เงินเหรียญสหรัฐ แข็งขึ้น แต่ก็ยังอ่อนค่าน้อยกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเพราะทุนสำรองของไทยนั้นมีเยอะ แต่เรา ก็หวังว่า ธปท. จะดูแลใกล้ชิดเพราะตลอดปี 2560 เฟดจะยังทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง" นายวัลลภ กล่าว

สำหรับค่าเงินบาทของไทยที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงนั้นหากไม่ผันผวนและสะท้อนตามภูมิภาคก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในปี 2560 ในแง่ของมูลค่าส่งออกที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ปัจจัยเศรษฐกิจโลกยังคงมีความเปราะบางที่ต้องติดตามใกล้ชิดทั้งจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ(โดนัลด์ ทรัมป์) ว่าจะมีท่าทีต่อการค้าที่ชัดเจนอย่างไร

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป(อียู)มองว่าเศรษฐกิจ อาจชะลอตัวทั้งจากหลายประเทศจะต้องมีการเลือกตั้ง เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รวมถึงกรณีอังกฤษที่จะต้องตัดสินใจว่าจะออกจากสมาชิกอียู(Brexit) แน่นอนหรือไม่ นอกจากนี้ แล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านภัยคุกคามที่แม้ว่าโดยรวมจะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่มีความแน่นอนนัก

นายวัลลภกล่าวว่า ปัจจัยต้นทุนการผลิตในปี 2560 มีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นจากระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่คาดว่าจะสูงกว่าปีนี้จะทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น รวมไปถึงค่าแรงที่ปรับขึ้นในบางพื้นที่ ขณะที่ราคาวัตถุดิบที่สะท้อนตามต้นทุนน้ำมันหลายชนิดจะมีราคาที่สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น ภาคการผลิตจะต้องมีการพิจารณาลดต้นทุนโดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตามการปรับราคาสินค้าของผู้ประกอบการภายในประเทศในปี 2560 นั้นภาพรวมยังคงไม่ง่ายนักด้วยปัจจัยแรงซื้อยังต่ำ แต่การแข่งขันยังสูง...//

ที่มา : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส.อ.ท.ห่วงทรัมป์ฉุดศก.ยันปัจจัยในประเทศไร้ความเสี่ยง

โพสต์25 ธ.ค. 2559 18:35โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 25 ธ.ค. 2559 18:43 ]



ส.อ.ท.ชี้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวดี และต่อเนื่องถึงปีหน้า ได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังผลิต จากยอดคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง แต่ยังกังวลปัจจัยภายนอกจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรการกีดกันการค้า การก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรง ฉุดภาวะส่งออกทรุด

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงผู้ประกอบการมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศและต่างประเทศมีการฟื้นตัวแล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามามีผล กระทบ จะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นมากกว่าปี 2559 ทั้งนี้ เป็นผลจากการได้รับแรงขับเคลื่อนของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดี ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อกลับเข้ามา รวมถึงการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ถนน และโครงการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งได้รับแรงหนุนจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท จัดสรรให้กับการพัฒนากลุ่มจังหวัด ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560 อีกทั้ง การลงทุนของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่า จะกลับมาขยายตัวดีขึ้นในระดับ 0-2% จากปี 2558 ติดลบ 1% ที่เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และปีหน้าคาดว่าไม่น่าเกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ยังเป็นราคาที่ผู้ประกอบการรับได้ ประกอบกับจะช่วยให้ประเทศ กลุ่มตะวันออกกลางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเห็นได้จากขณะนี้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากยอดคำสั่งซื้อสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องใน 32 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องสำอาง อะลูมิเนียม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งผลการสำรวจความเชื่อมั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางที่ดี เพราะมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลต่อยอดการขายและปริมาณการผลิตสินค้าสูงขึ้น

นายเจน กล่าวอีกว่า ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 นั้น เห็นว่าคงจะหมดไป ไม่ว่าภัยแล้ง น้ำท่วม ขณะที่ราคาสินค้าการเกษตรก็จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีตามราคาน้ำมัน ซึ่งหากไม่มีแรงเสียดทานในสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ จะไปได้ดี อย่างไรก็ตาม ทาง ส.อ.ท.มีความเป็นห่วงต่อปัจจัยภายนอก ที่จะส่งผลกระทบมายังการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศได้ จากการค้าการลงทุนของโลกที่ยังมีความแน่นอนจากการดำเนินนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มกีดกันทางการค้า อย่างการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาสู่ภาคการส่งออกของไทย ที่มีสัดส่วนส่งออกไปจีนถึง 10.6 % โดยเฉพาะในสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป อีกทั้ง ความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุนโลก จากความแตกต่างกันของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการจ้างงานที่มีทิศทางที่ดีและการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่สหภาพยุโรป ก็จะต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของผู้นำคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศในปีหน้าว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทย หรือฉุดการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจได้

ที่มา : นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

1-10 of 18