ส.อ.ท. ชี้ช่อง SMEs เร่งใช้อีคอมเมิร์ซ "มองเช่าที่ 99 ปี ในอีอีซี ไร้ผลกระทบ"

โพสต์โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
 
 
 

"ส.อ.ท." เผยกระแสอีคอมเมิร์ซมาแรงแนะ SMEs ไทยใช้ช่องทางดิวตรงผู้ซื้อ คาดอนาคตพ่อค้าคนกลางมีโอกาสตายหลังโรงงานผลิตดิวตรงกับผู้ซื้อมากขึ้น หนุน EEC ปรับอุตสาหกรรมรับเทรนด์โลก มุ่งสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่มองเช่าที่ 99 ปีไร้ผลกระทบ ด้านสภาฯ นายจ้าง เปิดเวทีเสวนา 27 เม.ย.เตรียมแรงงงานรับอุตฯ 4.0
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้กระแสของเทคโนโลยีทำให้การค้าขายผ่านออนไลน์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) กำลังมาแรงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมที่ขณะนี้โรงงานผลิตสามารถติดต่อขายตรงกับผู้ซื้อมากขึ้นทำให้ตัดระบบพ่อค้าคนกลางลง ดังนั้นผู้ประกอบการของไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จะต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดังกล่าว
"ผมคิดว่าระบบพ่อค้าคนกลางทั้งระดับในประเทศและระดับชาติหรืออินเตอร์เทรดต่อไปจะลำบากและอาจตายได้ด้วยการค้าขายออนไลน์ที่เอื้อให้เกิดการติดต่อกันโดยตรงซึ่งเอสเอ็มอีของไทยเวลานี้จากเดิมที่ลำบากในการฝากของขายตามห้างร้าน ก็สามารถขายผ่านออนไลน์ได้ทุกคนต้องปรับตัว จึงจะอยู่รอดหากไม่ปรับตัวรับกับกระแสจะอยู่ไม่ได้" นายเกรียงไกรกล่าว
ทั้งนี้ นโยบายรัฐปัจจุบันที่กำหนดการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) เพื่อสนับสนุนให้เกิด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกระแสของโลกซึ่งมุ่งสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเดินมาถูกทิศทางและภายใต้ร่าง พ.ร.บ.อีอีซีกำหนดหลักการให้เอกชนเช่าที่ดินได้รวมระยะเวลา 99 ปีเมื่อพิจารณาจะเห็นว่าเป็นการให้สิทธิ์เช่าระยะแรกไม่เกิน 50 ปีและระยะต่อไปก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมว่าจะต่อให้หรือไม่หากต่อก็ได้อีก 49 ปีรวมเป็น 99 ปีนั้นหลายฝ่ายอาจมีความกังวลแต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกที่ไปเร็วจึงเชื่อว่าการเช่านั้นอาจจะไม่ได้ต่ออายุด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกัน ยังจำกัดอยู่ 10 อุตฯ เป้าหมายและลงทุนใน 3 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ซึ่งก็ไม่ต่างจากเขต ศก.พิเศษของประเทศอื่นๆ มากนัก (ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560 )

4 สมาคมคงเป้าส่งออกชี้หากปรับรอครึ่งหลัง

โพสต์โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
 
 
 
4 นายกสมาคม กัดฟันคงเป้าส่งออกเดิม แม้ปัจจัยเสี่ยงรุมอื้อ "รถยนต์-อัญมณีทูน่า-การ์เมนต์" ระบุรอดูสถานการณ์ ปรับ-ไม่ปรับรอครึ่งปีหลัง ลุ้นฟื้นตัว
จากภาคการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงภายในและภายนอกในหลายเรื่อง อาทิ ค่าเงินบาท ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ของสหรัฐฯสั่งให้ตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับ 16 ประเทศรวมไทย ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้ายที่ยังลุกลามในยุโรป เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบพบในหลายกลุ่มสินค้าหลักยังคงเป้าหมายการส่งออกไว้ตามเดิม

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับว่า ทางกลุ่มยังคงเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ทั้งปีไว้ที่ 1.2 ล้านคัน (จากปี 59 ส่งออก 1.18 ล้านคัน) ซึ่งแม้จะยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก และการส่งออกช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ยังติดลบ (มูลค่าติดลบ 3%) แต่ช่วงจากนี้ไปมองมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากหลายค่ายคาดจะมีการผลิตและส่งออกรถรุ่นใหม่ๆ เพิ่ม ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับนายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ ที่กล่าวว่า ทางสมาคมยังคงเป้าหมายการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับขยายตัวที่ 5% จากตลาดหลักคือสหรัฐฯเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตลาดจีนแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแต่ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพของไทย ขณะที่ระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2560 ทางสมาคมจะจัดงานไทยแลนด์เจมส์ แอนด์จิวเวลรี่แฟร์ จะช่วยกระตุ้นยอดส่งออกได้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือราคาทองคำที่มีแนวโน้มผันผวนจะกระทบต่อการส่งออก รวมถึงตลาดยุโรปที่มีความเสี่ยงจากภัยก่อการร้าย กระทบต่ออารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภค
นายชนินทร์  ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า แม้สินค้าทูน่าของไทยจะมีความเสี่ยงจากกรณีทรัมป์ สั่งตรวจสอบการขาดดุลการค้า และอาจถูกขึ้นภาษีนำเข้า รวมถึงความผันผวนของเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่ากระทบราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้น ต้นทุนกระป๋องบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาแผ่นเหล็ก แต่เบื้องต้นทางสมาคมยังคงเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าทุกชนิดขยายตัวที่ 5%(จากปีที่แล้วส่งออก 7.72 หมื่นล้านบาท)      (ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560)

สัมภาษณ์ : ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รัฐต้องช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน

โพสต์โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของประเทศ ภายหลังจากที่องค์กรภาคเอกชนหลายหน่วยงานพยายามช่วยกันผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ล่าสุด "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ "ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล" ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ถึงการขานรับต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล และบทบาทของสถาบันที่จะช่วยกันดูแล SMEs ซึ่งมีสัดส่วนถึง 95% ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

บทบาท SMI ใน ส.อ.ท.
          ต้องช่วยกันยกระดับ SMEs อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ และ GDP SMEs ให้ขยับมาอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 42% จะทำให้ประเทศไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. SMEs ถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เราเริ่มจัดระเบียบเช็กจำนวน SMEs พบว่ามีอยู่ 2.76 ล้านราย ซึ่งมีอัตราการจ้างงานถึง 12 ล้านคน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของ SMEs และรับรู้มาโดยตลอด คือ การมีระบบหลายบัญชี ดังนั้น เริ่มขั้นแรกต้องทำให้ SMEs มีเพียงบัญชีเดียว ตอนนี้ทำได้แล้วกว่า 6 แสนราย เพื่อดึง SMEs เข้ามาในระบบก่อน
ปัญหาหลักของ SMEs
          การอยู่นอกระบบ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือต่างคนต่างทำงานนโยบายต่าง ๆ และงบประมาณถูกกระจายไปตามกระทรวง ทำให้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง เป็น "เบี้ยหัวแตก" ดังนั้น เราจึงได้นำโมเดลจากต่างประเทศมาช่วย เพื่อหวังยกระดับให้เทียบเท่าญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน เป้าหมายลดขั้นตอน ระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรค และมีกองทุนช่วยเหลือ เมื่อกำหนดโรดแมป เราวางโจทย์ที่สำคัญ คือ 1.ทำอย่างไรให้ GDP SMEs ไปถึง 50% 2.ทำอย่างไรให้สามารถเชื่อมต่อกับต่างประเทศ 3.ต้อง บูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ-เอกชน นี่ จึงเป็นที่มาของวาระแห่งชาติ รวมถึงการย้ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้าไปอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มค้าปลีกอื่น ๆ ด้วย
          ปัญหาอีกอย่าง คือ SMEs ผลิตแล้วไม่รู้จะขายใคร เราจึงเสนอให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้า SMEs ไทย สัดส่วน 30% ของงบฯจัดซื้อทั้งหมด หากทำได้เชื่อว่าท้องถิ่นจะเข้มแข็ง สินค้าจะขายได้ ส่วนเรื่องการเปิดตลาดต่างประเทศ เราจะหยิบ SMEs รายธรรมดาจับแต่งตัวพาไปโชว์ในงานแสดงสินค้า โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เช่น พา SMEs Proactive เพื่อให้เรียนรู้ประสบการณ์โดยเฉพาะเรื่องภาษา
แผนผลักดัน SMEs ใน 5 ปี
          สำหรับปีแรก 1.พยายามผลักดันเรื่องของการทำบัญชีเดียวให้ได้ เพื่อให้ GDP SMEs ขยับเพิ่มขึ้น หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านตอนนี้ GDP SMEs ของสิงคโปร์ มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นมาเลเซีย และไทยมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังจะแซงไทย
          2.การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เราต้องผลักดันให้ SMEs ยกระดับเรื่องของประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ ลดต้นทุน ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทั้งหมดคือสิ่งที่ เราต้องเติมเข้าไป แม้กระทั่งการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยการใช้ระบบการผลิตแบบลีน (LEAN) เป็นการผลิตที่มุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กำจัดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไปได้จริง ขณะเดียวกัน นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. คนปัจจุบันมีนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 สอดรับ กับสิ่งที่ SMI ดำเนินการและปรับเข้ากับสิ่งที่กระทรวงอุตฯกำลังทำ วันนี้ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมตื่นตัว เพราะโลกกำลังเปลี่ยน เรื่องของ Internet of Things กำลังเข้ามา หากไม่ลดต้นทุนเราจะแพ้อินโดนีเซีย ที่วันนี้ปรับตัว เราจึงเริ่มสแกน SMEs และทราบว่าตอนนี้อยู่ที่ 2.0 จากนั้นมีโจทย์ที่ต้องคิดว่า ผู้ประกอบการจะยกให้พ้น 2.0 ได้อย่างไร
          3.SMEs Innovation เราสามารถนำเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดได้ ในอดีตผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์ต่าง ๆ (OEM) โดยไม่คิดที่จะทำวิจัยพัฒนา แต่วันนี้ถ้าไม่ทำ ไม่แข่งขัน ไม่มีทางรอด เราจึงมีเรื่องของ "คูปองนวัตกรรม" รูปแบบการช่วยเหลือ คือ SMEs รายใดที่มีนวัตกรรม สามารถนำงบฯไปพัฒนาต่อได้เลยทันที เช่น มี SMEs รายหนึ่งนำเส้นไหมจริง ๆ มาทำเป็นไหมขัดฟัน เป็นต้น
          4.แหล่งเงินทุน สิ่งที่เราเสนอไปคือ สินเชื่อ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% วงเงิน 15,000 ล้านบาท วันนี้เห็นผลแล้ว บวกกับนโยบาย สินเชื่อ Policy Lone ประชารัฐ ที่รัฐมีกลไกผ่านสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาเสริมปล่อยกู้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 3.75% ถึง 4% เงื่อนไขเบื้องต้นปล่อยกู้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) บริหารกองทุน เข้ามาช่วย ผมเชื่อว่ารัฐมาถูกทางและกล้าที่จะให้เงินถึงมือ SMEs อย่างไรก็ตาม ทาง SMI เห็นว่า รัฐบาลควรมีแผนแม่บทชัดเจนและมีงบฯสนับสนุน SMEs ต่อเนื่องให้ สสว. เหมือนในหลายประเทศ มีหน่วยงานที่คล้ายกับ สสว. ซึ่งมีงบประมาณโดยเฉพาะสนับสนุน 1-1.5% ของ GDP เช่น ที่เกาหลีใต้ ได้งบฯถึง 80,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม หากวันนี้ SMEs คือหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐต้องเข้ามาช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้
          5.ความยากง่ายของการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ถึงแม้มาตรการทุกอย่างจะดีก็ตาม แต่วันนี้ขั้นตอนหลายอย่างคืออุปสรรค จึงเป็นที่มาของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ถือว่าเป็นภาพสะท้อนที่ดีว่าหลายส่วนช่วยกัน เช่น กรณีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบงก์ตอนนี้เงื่อนไขลดลง
โครงการเด่นปี 2560
ปีนี้เตรียมโครงการหลัก ๆ
1.โครงการ SMEs Spring Up เป้าหมายให้ SMEs พัฒนาและก้าวกระโดดเข้าสู่วงการผลิตอย่างเต็มรูปแบบและมีรายได้แน่นอน ผ่านการฝึกอบรมภาคการเกษตร การแปรรูปเกษตรที่เดิมไม่ได้ถูกหยิบเข้ามาอยู่ใน คำจำกัดความว่าเป็น SMEs ชัดเจน ปีที่แล้วเริ่มอบรมไป 1,000 ราย รูปแบบคือให้ SMEs สามารถวินิจฉัยตลาดได้ นอกจากนี้ต้องจับเข้ามาจดทะเบียน เพิ่มความรู้ด้านนวัตกรรม การเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างอบรมอีก 3,000 ราย จาก 10,000 ราย ที่เป็นกลุ่มเข้มแข็งมีศักยภาพ หลังจากผ่านการอบรมแล้ว นำมาพิจารณาว่ายังขาดอะไร เราจะเติมให้
2.โครงการ ASEAN SMEs Symposium โดยการเชื่อม SMEs ทั้ง 10 ประเทศมาช่วย เพราะเราโตคนเดียวไม่ได้ SMEs ไทยโต SMEs เพื่อนบ้านต้องโตด้วย
3.การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้ SMEs แลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่เน้นการขาย ของ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีมาตรการออกมาหลายอย่าง เอกชนโดยเฉพาะ SMEs จำเป็นอย่างมากที่ต้องตั้งใจปรับตัวเพื่อก้าวพาประเทศไปด้วยพร้อมกัน
ที่มา : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560
    

'ทูตอินเดีย' จีบไทยลงทุนตั้งฐานผลิต 'เมดอินอินเดีย' มัธยประเทศ เน้นอุตฯอาหาร-สิ่งทอ

โพสต์27 มี.ค. 2560 01:16โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 

 เอกอัครราชทูตอินเดียบุก ส.อ.ท. ชวน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร-สิ่งทอยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์-เครื่องมือแพทย์ ไปลงทุน พร้อมเปิดมาตรการจูงใจลงทุน ให้สัมปทานที่ดิน "ยกเว้นภาษี" สิ่งฟุ่มเฟือย-ภาษีการขาย-ภาษีมหรสพ 10 ปี

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นายบัควันต์ ซิงห์ บิชนอย (H.E. Mr.Bhsgwant Singh Bishnoi) เอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย และนายอโชก บาร์นวัล (Mr.Ashok Barnwal) ปลัดประจำมุขมนตรีแห่งรัฐมัธยประเทศ พร้อมด้วยคณะนักลงทุนจากสาธารณรัฐอินเดีย ได้ร่วมประชุมหารือกับ ส.อ.ท. ถึงโอกาสการลงทุนร่วมกัน โดยต้องการให้นักลงทุนไทยเข้าไปตั้งฐานการผลิตที่รัฐมัธยประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของประเทศอินเดีย ด้วย รูปแบบที่อยู่ภายใต้นโยบายลงทุนตั้งฐานการผลิตเอง หรือ "Made in India" เน้นผลิตเพื่อขายภายในประเทศ ไม่ใช่ผลิตเพื่อการส่งออก
"หลังจากนี้ ทาง ส.อ.ท.จะหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารก่อน เนื่องจากไปลงทุนที่ อินเดียบ้างแล้ว อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เพื่อประเมินโอกาส อุปสรรค การ เตรียมความพร้อม การประเมินตลาด ความต้องการ หรือต้องการการสนับสนุนเรื่องใดบ้าง ก่อนจะผลักดันการลงทุนในอนาคต"
รัฐมัธยประเทศนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งพืชเวชภัณฑ์ เป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมผลิตทางการเกษตร ผลผลิตจากป่าไม้, อุตสาหกรรมการผลิตยางรถยนต์, อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ การเพาะปลูกพืชเรือนกระจก/สวน, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์, อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า, อุตสาหกรรมเครื่องประดับ รวมถึงชูจุดเด่นเรื่องความโปร่งใส และความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เพื่อชักจูงการลงทุน
นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน ทั้งอุตสาหกรรมสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรมสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ โดยออกมาตรการจูงใจ เช่น สัมปทานที่ดิน การยกเว้นภาษีสิ่ง ฟุ่มเฟือย ภาษีการขาย ภาษีมหรสพ 10 ปี สนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม รีสอร์ต การเปิดเที่ยวบินพิเศษ การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย สวนสนุก รถไฟสายท่องเที่ยว
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ทางคณะเลขานุการรัฐมนตรี รัฐมัธยประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย และคณะนักธุรกิจ ได้เข้าพบนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงโอกาสและลู่ทางการลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย โดยต้องการให้นักลงทุนไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องมือ แพทย์ เข้าไปลงทุน การหารือครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเข้าไปสนับสนุน
"ไทยคือประเทศเป้าหมายหลัก ๆ ที่อินเดียอยากให้เข้าไปตั้งฐานการผลิต เพื่อลงทุนสนับสนุนใช้วัตถุดิบในประเทศเขา ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ทาง สศอ.เคยจัดสัมมนาเรื่องโอกาสการลงทุนในอินเดีย ครั้งนั้นมีนักลงทุนเข้าฟังถึง 500 คน จากเป้าเพียง 200-300 คนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนไทยสนใจ เพียงแต่ยังไม่มั่นใจเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบที่ชัดเจน เนื่องจากสิทธิประโยชน์ที่ให้กับนักลงทุนนั้นจะแตกต่าง กันตามแต่ละรัฐ หลังจากนี้ อินเดียก็คงเดินสายโรดโชว์ต่อไป"
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยให้เห็นว่า การค้าระหว่างไทย-อินเดีย ในปี 2559  มีรวมกัน 7,723  ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 270,305 ล้านบาท) ติดลบ 2.53% ขณะที่ไทยส่งออกไปอินเดีย 5,154 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180,390 ล้านบาท) ติดลบ 2.67% ส่วนไทยนำเข้าสินค้าจากอินเดียอยู่ที่ 2,569 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 89,915 ล้านบาท) ติดลบ 2.24% โดยเป้าหมาย การส่งออกสินค้าไทยไปอินเดียในปี 2560 ตั้งเป้าขยายตัวอยู่ที่ 1%
 
ที่มา : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

เอสเอ็มไอลุยปั้นเอสเอ็มอีเป้า 3 พันราย

โพสต์27 มี.ค. 2560 00:50โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
สถาบันเอสเอ็มไอส่งผู้เชี่ยวชาญยกระดับเอสเอ็มอี 3,000 ราย สร้างธุรกิจแกร่ง ผลักดันขยายตลาด ชูไทยฮับอาเซียน
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถาบันฯ ได้ร่วมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศจำนวน 3,000 ราย ที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปวินิจฉัยธุรกิจของผู้ประกอบการในแต่ละรายเชิงลึก เพื่อให้สามารถพัฒนาธุรกิจและผลักดันให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 3,000 ราย จะร่วมมือกับสถาบันการเงินที่จะเข้าไปร่วมพัฒนาธุรกิจและเงินทุนในการขยายตลาด รวมถึงการร่วมมือกับเครือข่ายด้านการตลาด เพื่อทำให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มช่องทางการขายสินค้าใหม่ได้มากขึ้น เช่น สามารถขยายเข้าตลาดห้างเซ็นทรัล เป็นต้น ซึ่งได้เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทั้งนี้ สถาบันฯ ยังได้มีการทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มการเกษตรและเกษตรแปรรูปจำนวน 1,000 รายทั่วประเทศ ที่จะมีการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปร่วมวินิจฉัยธุรกิจของผู้ประกอบการแต่ละราย ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพและเพิ่มมูลค่า การพัฒนาแปรรูปสินค้า รวมถึงขยายตลาดใหม่ได้มากขึ้น โดยโครงการนี้ได้ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้านของกระทรวงมหาดไทยและเริ่มโครงการแล้วเช่นกัน
นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า สถาบันฯ ได้มีการเสนอไปยังคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีการจัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ อาเชียน เอสเอ็มอี ซิมโพเซียม เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ เข้ามางานในไทย เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอาเชียน ซึ่งจะเสนอต่อคณะกรรมการสานพลังประชารัฐในเร็วๆ นี้ หากได้รับการส่งเสริมก็มีโอกาสจัดงานในช่วงปลายปี 2560 นอกจากนี้ งานดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและผู้ประกอบการไทย การจับคู่ทางธุรกิจ รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภูมิภาคอาเซียนสามารถขยายตัวและเติบโตไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน และสามารถจัดงานในประเทศไทยได้ต่อเนื่องในทุกปี จึงอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนในการจัดงานดังกล่าว
"สถาบันฯ ยังจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ และการลดต้นทุนภายในองค์กร ในปีนี้คาดว่าจะจัดสัมมนาไม่ต่ำกว่า 10 จังหวัด จากที่ผ่านมาในช่วง 5 ปีได้จัดงานสัมมนาต่อเนื่องใน 50 จังหวัด" นายศักดิ์ชัย กล่าว
 
ที่มา : นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

มั่นใจ ธปท. ดูแลตลาดเงินได้ดี เอกชนชี้ บาทแข็งส่งออกฉลุย

โพสต์27 มี.ค. 2560 00:29โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
คลังแจงเฟดขึ้น ดอกเบี้ย 0.25% กระตุกจิตวิทยา ลงทุนช่วงสั้น เชื่อมั่น ธปท.มีอาวุธครบมือดูแลตลาดเงินได้ดี แบงก์ชาติย้ำไทยไร้เสี่ยงกับดักภาวะเงินเฟ้อต่ำ เอกชนเชื่อบาทแข็งไม่กระทบส่งออก
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัด กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาสู่ระดับ 0.75-1.00% ว่า เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และที่ผ่านมาเฟดได้มีการส่งสัญญาณชัด เจนว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่วนในแง่ของการลงทุนของไทยนั้น มองว่าอาจจะทำให้เกิดการกระตุกในช่วงสั้นเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนเท่านั้น อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าออก ส่วนทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่รองรับปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นสิ่งที่รับรู้กันอยู่แล้ว และแม้จะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะสภาพคล่องในระบบของไทยยังมีอยู่มาก
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวถึงข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้ใช้นโยบายการเงินแบบ ผ่อนปรนเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ว่า ธปท.มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในเดือน ธ.ค.2559 แล้ว และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย ดังนั้น ธปท.จึงยังไม่เห็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะติดกับดักภาวะเงินเฟ้อต่ำ
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทขณะนี้แข็งค่าขึ้น เฉลี่ยที่ 35.03 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าไม่อ่อนค่าตามที่คาดการณ์ ไว้ ดังนั้นคงต้องติดตามค่าเงินอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทดังกล่าวยังไม่มีนัยสำคัญที่จะกระทบต่อการส่งออกแต่อย่างใด
ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

เกษตรไทยเกินดุลค้าอาเซียน

โพสต์12 มี.ค. 2560 23:56โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
สศก.เปิดดุลการค้าสินค้าเกษตรไทย-อาเซียน ปี 2559 ไทยได้เปรียบมูลค่ากว่า 2 แสนล้าน
น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรระหว่างไทยกับอาเซียนในปี 2559 ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า คิดเป็นมูลค่า 215,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน 194,746 เพิ่มขึ้น 10%
สำหรับสินค้าเกษตร ปี 2559 ประเทศไทย มีการค้าสินค้าเกษตรและยางพาราขั้นปฐมไปยังอาเซียน 9 ประเทศ มีมูลค่าการค้ารวม 415,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 12.86% มูลค่าการส่งออกคิดเป็น 315,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 อยู่ที่ 12.04% และมีมูลค่าการนำเข้า 100,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 อยู่ที่ 15.53%
ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรไทยส่งออกไปตลาดอาเซียนปี 2559 มูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.กลุ่มน้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล มูลค่าส่งออก 63,329 ล้านบาท 2.กลุ่มเครื่องดื่ม มูลค่าส่งออก 46,192 ล้านบาท 3.กลุ่มข้าวและธัญพืช มูลค่าส่งออก 28,983 ล้านบาท 4.กลุ่มของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ มูลค่าส่งออก 25,899 ล้านบาท และ 5.กลุ่มยางพาราขั้นปฐม มูลค่าส่งออก 23,717 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูง คือ น้ำตาลทรายขาว เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครีมเทียม และน้ำยางข้น
นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ไทยนำเข้าจากอาเซียน ปี 2559 ที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ มูลค่านำเข้า  16,443 ล้านบาท 2.กลุ่มพืชผัก มูลค่านำเข้า 13,751 ล้านบาท 3.กลุ่มของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ มูลค่านำเข้า 11,682 ล้านบาท 4.กลุ่มของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง นม  มูลค่านำเข้า 10,722 ล้านบาท และ 5.กลุ่มไขมัน น้ำมันจากพืช/สัตว์ มูลค่านำเข้า 7,243 ล้านบาท
สำหรับสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูง ได้แก่ เนื้อปลาซูริมิ เนื้อปลาแคชฟิชแบบฟิลเลสดหรือแช่เย็น มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ถั่วเขียวผิวดำ  กะหล่ำปลีชนิดกลม  พรีมิกซ์ กาแฟสำเร็จรูป เป็นต้น
 
ที่มา : นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

สรุปประเด็นแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประจำเดือนมีนาคม 2560

โพสต์12 มี.ค. 2560 23:51โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ที่ประชุม กกร. มีความเห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัวท่ามกลางปัจจัยที่ต้องเฝ้าติดตามทั้งรายละเอียดแนวนโยบายของสหรัฐอเมริกา และสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคยุโรป

อย่างไรก็ตาม กว่าที่นโยบายของสหรัฐอเมริกา ทั้งในเรื่องการคลัง และการค้าระหว่างประเทศ จะมีความชัดเจนและเริ่มบังคับใช้คงต้องใช้เวลา ดังนั้นผลจากนโยบายต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะจีน จึงคาดว่าจะมีจำกัดในปี 2560 ขณะที่ทางการจีนก็ยังมีทรัพยากรที่จะสามารถประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ต้องติดตามผลการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ในการประชุมวันที่ 14 - 15 มีนาคม นี้

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นั้น แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญจะยังคงมาจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก การใช้จ่ายของภาครัฐ และการขยายตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยว ในขณะที่แม้ว่ารายได้เกษตรกรจะปรับตัวดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนอาจได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนนั้น นอกจากประเด็นกำลังซื้อภายในประเทศแล้ว ภาคธุรกิจคงจะรอประเมินผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐอเมริกาและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อกระแสการลงทุนโดยตรง และการปรับตัวของตลาดเงินตลาดทุนโลกโดยรวมแล้วที่ประชุม กกร. จึงยังคงกรอบประมาณการณ์ในปี 2560 ไว้ตามเดิมคือ

ปี 2559
GDP : 3.2%
ส่งออก : 0.5%
เงินเฟ้อ : 0.2%

คาดการณ์ ปี 2560
GDP : 3.5-4.0%
ส่งออก : 1.0-3.0%
เงินเฟ้อ : 1.0-2.0%

ส่งออก ม.ค. แรงจัดปิดบวกเพิ่ม 8.8% อเมริกา-ญี่ปุ่น-ยุโรป โตพุ่ง-คาดทั้งปีขยายตัว 3.5%

โพสต์12 มี.ค. 2560 23:44โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ส่งออกเดือนม.ค.พุ่งพรวด 17,099 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.8% ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 3 ติดโดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด สหรัฐ ขยายตัว 9.5% ญี่ปุ่น ขยายตัว 6.4% และยุโรป ขยายตัว 10.4% คาด ส่งออกปีนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5%
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ว่ามีมูลค่า 17,099 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนว่าการส่งออกของไทย เริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ตามเศรษฐกิจ และการค้าของโลกที่มีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู้ค่าสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกไปยังตลาดหลัก เพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยการส่งออกไปยังสหรัฐ ขยายตัว 9.5% ญี่ปุ่น ขยายตัว 6.4% และสหภาพยุโรป ขยายตัว 10.4% ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 53.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงขึ้นถึง 98% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. ปี  ที่ผ่านมา
สำหรับสินค้าสำคัญที่เป็นตัวผลักดันการส่งออกในเดือนนี้ ได้แก่ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวเป็นบวก 9.7% โดยเฉพาะยางพารา ส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 28.2% รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่งออกเพิ่มขึ้น 30.1% และทองคำ ขยายตัวถึง 157.6% ในขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญของไทยยังขยายตัวได้ดีในเกือบทุกตลาด ยกเว้น ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และแอฟริกา
ขณะที่การนำเข้าในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่า 16,273 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.17% ส่งผลให้ดุลการค้า ในเดือนม.ค. 2560 ไทยเกินดุล 826 ล้านเหรียญสหรัฐ
กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้ จะขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 18,841 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การค้าโลกที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเริ่มกลับมาเป็นบวกอย่างชัดเจน ทำให้มั่นใจว่าการส่งออกในปีนี้ จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3.5% หรือมีมูลค่า เฉลี่ยเดือนละ 18,572 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือน ม.ค. 2560 ขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนด้านการใช้จ่ายภาคเอกชน ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ขยายตัว 2.3% สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่ขยายตัว 16.8% ต่อปี
ที่มา : ข่าวสด (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

นโยบายทรัมป์ไม่กระทบไทยส่งออกไปสหรัฐ

โพสต์5 มี.ค. 2560 18:48โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

 
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดการณ์การส่งออกของไทยไปสหรัฐ ปี 2560 เติบโต 1.3-2.5% เท่าเดิม ด้วยมูลค่าการส่งออก 24,680-24,980 ล้านบาท หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงนโยบายเศรษฐกิจต่อสภาคองเกรสครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา สะท้อนถึงท่าทีผ่อนคลายแรงกดดันการกีดกันทางการค้ากับต่างประเทศ จากการประกาศสนับสนุนกรอบการค้าเสรี
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจใช้การเก็บภาษี Border Adjustment Tax (BAT) เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า ในส่วนของสินค้านำเข้าจากจีน เม็กซิโก รวมถึงประเทศที่สหรัฐฯเสียเปรียบทางเศรษฐกิจที่สะท้อนออกมาเป็นมูลค่าการขาดดุลการค้าและมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เรื่อยมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังไม่มีผลต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสหรัฐขาดดุลการค้ากับไทยอยู่ในลำดับที่ 11 และมีมูลค่าขาดดุลการค้าราว 1.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ สินค้าไทยจึงยังมีโอกาสได้อานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการบริโภคของสหรัฐ ในระยะต่อไป โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่สหรัฐ ไม่สามารถผลิตได้ และเป็นสินค้าที่สอดคล้องกับธุรกิจที่จะกลับขยายการลงทุนในสหรัฐ ตามนโยบายกระตุ้นการลงทุนและการผลิตในประเทศ อาทิ คอมพิวเตอร์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น
ขณะที่นโยบายการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตและการบริโภคในประเทศอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
สำหรับการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ล่าสุดในเดือน ม.ค. 2560 มีมูลค่า 1,931 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปีก่อน ทำให้ขยายตัวค่อนข้างดี ที่ 9.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้ หากการส่งออกไปสหรัฐ ในเดือนต่อไป สามารถรักษาระดับการเติบโตได้ดีต่อเนื่อง รวมทั้งผลการเร่งตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรากฏชัดเจนขึ้น ก็มีโอกาสที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยอาจจะปรับเพิ่มประมาณการในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปยังต้องติดตามพลวัตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เมื่อบวกกับแนวทางการกีดกันทางการค้าที่มีต่อจีน เม็กซิโก รวมถึงประเทศอื่นที่สหรัฐฯ เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ อาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่การผลิตที่เชื่อมโยงกับธุรกิจของไทยปรับเปลี่ยนเป้าหมายตลาดตามนโยบายบริษัทแม่ โดยบางส่วนอาจส่งออกตรงไปยังสหรัฐ มากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการส่งออกไปยังฐานการผลิต ในประเทศที่ 3 ที่อาจถูกลดบทบาทลง ตามความเข้มข้นของการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ
 
ที่มา : นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

1-10 of 28