'เจโทร' ชูแพลตฟอร์ม B2C เพิ่มโอกาสส่งออก 'อาหารญี่ปุ่น'

โพสต์15 มิ.ย. 2560 02:51โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.   [ อัปเดต 15 มิ.ย. 2560 02:59 ]
 
การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทำให้ความต้องการด้านอาหารภายในประเทศญี่ปุ่นลดลง ทำให้รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี "ชินโซ อาเบะ" จึงงัดยุทธศาสตร์ ภายใต้ นโยบายเศรษฐกิจอาเบะโนมิกส์ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าอาหาร หลังจากพบว่ามีความเป็นไปได้ในการขยายการส่งออกไปในต่างประเทศ และหลาย ๆ ประเทศมีการตอบรับอาหารญี่ปุ่นในทิศทางบวก และบางประเทศยกให้อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารที่นิยมที่สุด
องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือเจโทร กรุงเทพฯ ระบุว่าใน ปี 2016 ญี่ปุ่นส่งออกอาหารไปทั่วโลกได้มากถึง 750,300 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2015 แม้ว่าอัตราการเติบโตปีที่แล้วจะน้อยกว่าปีก่อน ๆ จากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาการประมงภายในประเทศ และเงินเยนที่แข็งค่า แต่ในปี 2017 รัฐมองว่าการส่งออกอาหารจะฟื้นตัว และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายส่งออกอาหาร 1 ล้านล้านเยน ในปี 2019 ได้แน่นอน
"ฮิโรยูกิ อิซูมิ" ผู้แทนผู้อำนวยการแผนกเกษตรและอาหาร เจโทร โตเกียว ชี้ว่า ตลาดไทยยังถือว่ามีศักยภาพในการส่งออกอาหารญี่ปุ่น และมีความต้องการด้านอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าปีที่แล้วยอดส่งออกจะลดลง แต่ปัจจุบันความต้องการเกือบจะเป็นปกติแล้ว โดยสินค้าที่ขายดีมีทั้งขนม สินค้าประมง เนื้อวัว สุรา และชา
"นอกจากนี้ตลาดต่างจังหวัดยังมีทิศทางเติบโต โดยมีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทางญี่ปุ่นก็ต้องการนำเสนออาหารญี่ปุ่นที่อร่อย และสุขภาพดีตามแบบฉบับญี่ปุ่น"
โดยไทยถือเป็นตลาดส่งออกอาหารของญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนใน ปี 2016 ด้วยมูลค่า 32,900 ล้านเยน โดย 50% เป็นประเภทอาหารทะเล ขณะที่เนื้อวัวก็เป็นตลาดที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่ตลาดอาเซียน มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าประเภทเกษตร ป่าไม้ และประมง จากญี่ปุ่น 117,700 ล้านเยน เป็นตลาดที่แซงหน้าสหรัฐอเมริกา เจโทร ระบุว่า อาเซียนเองก็เป็นปลายทางส่งออก ที่สำคัญเช่นกัน เพราะหลาย ๆ ประเทศในแถบนี้มีความชื่นชอบในรสชาติอาหารญี่ปุ่น มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยทางญี่ปุ่นตั้งใจว่าจะใช้ไทยเป็นฐานในการขยายช่องทางการตลาดของสินค้าอาหารญี่ปุ่นไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
พร้อมกันนี้ องค์การส่งเสริมการค้า ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมออกบูท "เจแปน พาวิเลียน" ในงาน "ไทยเฟ็กซ์ 2017"นิทรรศการสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยดึงผู้ประกอบการสินค้าและอาหารจากญี่ปุ่นมาร่วม ถึง 67 ราย เพื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่น ได้มีโอกาสหาคู่ค้า ตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหาบริษัทตัวแทนรับผลิต สินค้า หรือโออีเอ็ม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคในไทย จะ ได้เข้าถึงสินค้าญี่ปุ่นที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน เจโทร โตเกียว ได้มีการจัดตั้งแผนกใหม่เพื่อส่งเสริม การค้าสินค้าอาหารระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค หรือบีทูซี (B2C) เนื่องจากมองว่าเป็นเทรนด์ที่จะสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทางเจโทรมองว่าการทำตลาดแบบบีทูซี ในแพลตฟอร์มของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เปิดใจให้กับการช็อปปิ้งออนไลน์ และสามารถส่งสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคที่อยู่ในเขต ต่างจังหวัดประเทศต่าง ๆ ได้โดยสะดวก โดยเบื้องต้นทางเจโทรได้ศึกษาเรื่องระบบโลจิสติกส์ ที่มีประสิทธิภาพ และมองหาความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การส่งเสริมการทำตลาดเพื่อเจาะตรงถึงผู้บริโภคนั้น จะเน้นส่งเสริม การส่งออกอาหารประเภทพร้อมรับประทาน เช่น ขนมญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศไทย รวมไปถึงผงชา อาหารแห้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต่างจากผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ที่ต้องใช้ร้านอาหาร หรือห้างสรรพสินค้าเป็นตัวกลาง ส่งมอบถึงผู้บริโภค...//
 
ที่มา : นสพ. ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560
Comments