มาตรการกระตุ้นภาครัฐต่อเนื่อง ช่วยหนุนลงทุนเอกชนปี 2560 โต 2.8%

โพสต์7 ก.พ. 2560 20:36โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ / ส.อ.ท.

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ที่คาดว่าจะโตได้ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ปี 2559 ประมาณการที่ร้อยละ 3.3) ยังคงได้รับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่อัตราการขยายตัวของปัจจัยดังกล่าวอาจจะมีทิศทางชะลอตัวลงตามขนาดของฐานที่ใหญ่ในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนกลับถูกมองว่าจะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนเสริมของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การลงทุนภาคเอกชนในปี 2560 จะเติบโตดีขึ้นที่ร้อยละ 2.8 จากปีก่อนหน้าที่อาจขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5

การลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นการลงทุนจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนเอกชนในปี 2560

1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของภาครัฐที่กระจายการก่อสร้างไปยังภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง ระยะเร่งด่วนปี 2559 (Action Plan) ในโครงการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2560 นั้น ในหลายโครงการมีการกระจายการก่อสร้างไปยังตามภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน-นครราชสีมา สายบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงลพบุรี-ปากน้าโพ ซึ่งการกระจายตัวของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามมาในพื้นที่ต่างๆ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานตัดผ่าน ทั้งนี้ ในระยะแรก การลงทุนภาคเอกชนน่าจะอยู่ในหมวดก่อสร้างเป็นหลัก

2. มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐที่ต่อเนื่องมาจากปี 2559 จะเป็นปัจจัยเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยเงื่อนไขการหักลดหย่อนภาษีจะต้องมีการลงทุนจริงภายในปี 2560 แต่โครงการลงทุนไม่จำเป็นต้องเสร็จในปีนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่เงื่อนไขการหักลดหย่อนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเป็น 1.5 เท่า

3. การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น จากภาพรวมการใช้กำลังการผลิตในประเทศในปี 2559 ยังคงอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 (ระดับใกล้เต็มกาลังการผลิต) ทำให้การผลิตในประเทศสามารถรองรับการขยายตัวดีกว่าที่คาดของการส่งออกได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในเดือนพฤศจิกายน 2559 ในหลายอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกเติบโตเป็นบวกมีระดับการใช้กำลังการผลิตอยู่สูงกว่าร้อยละ 80 สะท้อนให้เห็นว่า หากการส่งออกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในอาจจะมีความจำเป็นในบางอุตสาหกรรม เช่น
ไก่สดและแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

4. การพิจารณาเร่งลงทุนในช่วงก่อนที่ดอกเบี้ยจะเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น จากทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นถึง 3 ครั้งในปี 2560 นี้ จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่จะต้องเผชิญทิศทางการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังมีช่องว่างที่สามารถยืนระดับไว้ที่ร้อยละ 1.50 ตลอดปี 2560 เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หากแต่ระยะถัดไปในปี 2561 Fed จะมีการรักษาจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศไทย ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนการลงทุนที่แพงขึ้น

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นมองว่า การลงทุนที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการลงทุนในประเทศหรือเป็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตจากการลงทุนที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDIs) รวมทั้งการลงทุนของธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายตลาดต่างประเทศในบางภูมิภาค ยังได้รับผลกระทบจากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และ การเจรจา Brexit ทำให้การตัดสินใจในการลงทุนอยู่ในภาวะชะงักงัน ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า แต่หากสหรัฐฯ มีการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับจีน ผลกระทบจะเชื่อมโยงมายังไทยด้วยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของจีน ซึ่งคงต้องติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้นตามลำดับ

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (วันที่ 25 มกราคม 2560)

Comments